"Complete your frame....

with a great Journey"

" Cambodia…..See Angkor Wat and Die "

FOTO JOURNEY ยินดีพาท่านไปชม ….เสน่ห์แห่งอาณาจักรเก่าแก่…..สิ่งมหัศจรรย์ของโลก….อัจฉริยะภาพของจักรวรรดิเขมร…..

CAMBODIA  อาณาจักรที่มีเสน่ห์ดั่งต้องเวทมนตร์เมื่อได้มาเยียน ANGKOR WAT (นครวัด) อันเก่าแก่สามารถสะกดผู้เข้าชมได้ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน ในกัมพูชา โลกเก่าแก่และสมัยใหม่ปะทะกันเพื่อสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่แท้จริง

CAMBODIA สืบทอดมาจากจักรวรรดิเขมรอันยิ่งใหญ่ ความยิ่งใหญ่นี้สามารถเห็นได้จาก ความชื่อเสียงของ ANGKOR WAT (นครวัด) ซึ่งมีขนาดและความยิ่งใหญ่ ซึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่มีใครเทียบได้ ANGKOR WAT (นครวัด) ซึ่งเป็นการแสดงออกที่เยี่ยมยอด ถึงความเป็นอัจฉริยะของเขมร ซึ่งเทียบเคียงได้กับสถานที่สำคัญอื่นๆของโลก เช่น มาชูปิกชู (Machu Picchu) ใน เปรู (Peru) หรือ เพตรา (Petra) ใน จอร์แดน (Jordan)
เช่นเดียวกับ ANGKOR WAT (นครวัด) วัดอื่นๆใน กัมพูชาก็ยิ่งใหญ่ และสามารถสร้างความประหลาดใจ ในเรื่องความซับซ้อน และวิธีการก่อสร้าง สร้างเสน่ห์ของการท่องเที่ยว และสร้างจินตนาการของถ่ายภายได้ไม่มีที่สิ้นสุด 

และที่สำคัญเราจะพาทุกท่านไปถ่ายรูปในหลายประสบการณ์ หลากเทคนิค โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านการภาพถ่าย (Photo Specialist) สอนถ่ายภาพตั้งแต่ระดับพื้นฐาน คอยแนะนำเทคนิค, มุมมอง, องค์ประกอบภาพ รวมถึงการให้คำปรึกษาวิเคราะห์ภาพที่ถ่ายอย่างเป็นกันเอง และ เข้มข้น

HIGHLIGHT:
พาชมและถ่ายภาพ 12 สถานที่สำคัญที่แสดงความอัจฉริยะของจักรวรรดิเขมรอันยิ่งใหญ่
(1)    นครวัด (ANGKOR WAT)  
(2)    นครหลวงนครธม 
(3)    ปราสาทบายน
(4)    พระลานชนช้าง
(5)    ลานพระเจ้าขี้เรื้อน
(6)    ปราสาทนางสิบสอง
(7)    ประตูชัยด้านทิศตะวันตก
(8)    ปราสาทพระขรรค์   
(9)    ปราสาทนาคพัน
(10)    ปราสาทแปรรูป
(11)    ปราสาทตา พรหม
(12)    เบ็งเมเลีย (บึงเมเลีย)

กำหนดการเดินทาง :  11-13 ก.ย. 63 (3 วัน ลางาน 1 วัน)
จำนวนสมาชิก:
14 ท่าน

ผู้เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพ (Photo Specialist, PS): 2 ท่าน  (สมาชิก 7: PS 1)
ผู้นำทริปท้องถิ่น (Local Tour Leader): 1 ท่าน
ผู้ขับรถท้องถิ่น (Local Driver): 1 ท่าน 

รายละเอียดเส้นทางการบินระหว่างประเทศ: สายการบิน Air Asia
ขาไป
เดินทาง วันศุกร์ที่ 11 กันยายน  2563 ด้วยเที่ยวบินที่ FD610 (Direct Flight)
FD610 >>> Don Mueang (DMK) – Siem Reap (REP) เวลา 10:10 – 11:10 (ระยะเวลาเดินทาง 1 ชม.)
ขากลับ
เดินทางวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2563 ด้วยเที่ยวบินที่ FD619 (Direct Flight)
FD619 >>> Siem Reap (REP) – Don Mueang (DMK) เวลา 21:45 - 22:50 (ระยะเวลาเดินทาง 1 ชม. 05 นาที)

***ออกตั๋วหลังจากได้รับยืนยันการออกทริป จากทางบริษัทฯเท่านั้น***
***บริการจัดการจองตั๋วเครื่องบิน โดยไม่คิดค่าบริการเพิ่ม… รายละเอียดสามารถดูในหัวข้อ “ข้อมูลและลักษณะของทริปที่สำคัญ” ด้านล่าง***

รายละเอียดการเดินทาง:


วันที่ 1: <วันศุกร์ที่ 11 กันยายน  2563>  กรุงเทพ – เสียมเรียบ, กัมพูชา - นครวัด 
เดินทางโดยสายการบิน Air Asia เที่ยวบินที่ FD610 ออกเดินทางเวลา 10:10 น. จากดอนเมือง (DMK) และถึงเสียมราฐ (REP) กัมพูชาเวลา 11:10 น. รถมารับจากสนามบินเพื่อเดินทางไปรับประทานอาหารกลางวัน และเริ่มเยี่ยมชม พร้อมถ่ายภาพ นครวัด (ANGKOR WAT)  ทั้งภายนอก และ ด้านใน จนกระทั่งพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน หรือ นครวัดปิด เมื่อเรียบร้อยแล้ว จึงรับประทานอาหารเย็น และเดินทางเข้าที่พัก

นครวัด (ANGKOR WAT)  
"See Angkor Wat and Die"เป็นประโยคคลาสสิค จากนักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษได้กล่าวเอาไว้ และที่นี่เป็น 1 ในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก
ANGKOR WAT แสดงออกถึงความเป็นอัจฉริยะของชาวเขมร สร้างขึ้นโดย พระเจ้าชัยวรมัน ที่ 2 นครวัดล้อมรอบไปด้วยคูเมืองที่กว้างใหญ่ ศิลปะรอบวิหารกลางเป็นรูปแบบของรูปปั้นนูนต่ำช้ายาว 800 เมตรและสูงขึ้นไป 55 เมตรเหนือพื้นดิน
นครวัด เป็นสวรรค์บนดิน เป็นตัวแทนของโลกในศาสนาฮินดูและที่พำนักของเทพเจ้าโบราณ นครวัดเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าและความใฝ่ฝันของจิตวิญญาณ ของพระมหากษัตริย์ของกัมพูชา เชื่อกันว่าเป็นอาคารทางศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในโลก

วันที่ 2 : <วันเสาร์ที่ 12 กันยายน 2563>  นครวัด - นครหลวงนครธม - ปราสาทบายน - พระลานชนช้าง - ลานพระเจ้าขี้เรื้อน – ปราสาทพระขรรค์ - ปราสาทนาคพัน – ปราสาทแปรรูป 
ออกเดินทางจากโรงแรม เวลา 04:00 น. เพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นและถ่ายภาพแสงเช้าที่ นครวัด เช้านี้รับประทานอาหารแบบ Breakfast Box ซึ่งจัดเตรียมให้จากทางโรงแรม 
หลังจากนั้นช่วงเช้าเข้าเยี่ยมชมและถ่ายภาพที่ นครหลวงนครธม , สารทบายน และพักทานอาหารกลางวัน
ในช่วงบ่าย เก็บภาพและเข้าเยี่ยมชมความงามที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ที่ พระลานชนช้าง, ลานพระเจ้าขี้เรื้อน, ปราสาทนางสิบสอง, ประตูชัยด้านทิศตะวันตก, ปราสาทพระขรรค์   , ปราสาทนาคพัน
ในช่วงเย็นชมความงามของพระอาทิตย์ตกดินและ ถ่ายแสงเย็นที่  ปราสาทแปรรูป

นครหลวงนครธม (ANGKOR THOM)
นครธมนั้นมีความหมายว่า เมืองใหญ่ มีพระราชวังและปราสาทต่างๆมากมาย เป็นช่วงเวลาที่อาณาจักรขอมมั่งคั่งและรุ่งโรจน์เป็นที่สุด
ตื่นตะลึงกับความโอฬารของหินทรายที่แกะสลักเป็นรูปพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรซึ่งสลักไว้ทั้งสี่ทิศ ส่วนด้านข้างของกรอบประตูก็จะพบกับประติมากรรมลอยตัวพรอินทร์ทรงช้างเอราวัณ 3 เศียร คอยต้อนรับอาคันตุกะจากแดนไกล
ประตูทางด้านทิศใต้ จัดได้ว่ายังมีความสมบูรณ์ของประติมากรรมลอยตัวของเทวดาและยักษ์ยื้อยุดฉุดนาคเพื่อกวนเกษียรสมุทร อันเป็นตอนเริ่มต้นของนิยายปรัมปราที่พวกพราหมณ์เล่าถึงตอนกำเนิดมนุษย์และจักรวาล


ปราสาทบายน (THE BAYON)
ปรางค์ปราสาทบายนทั้ง 54 ปรางค์ถูกสลักเป็นภาพพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ผินพระพักตร์ออกไปทั้งสี่ทิศ เพื่อสอดส่องดูแลทุกข์สุขของเหล่าพสกนิกร ปรางค์ปราสาทละ 4 หน้า จะมีใบหน้าอวโลกิเตศวรรวม 216 หน้า
ระเบียงคตชั้นนอก มีเสาศิลาทรายทั้งสี่ด้านของเสามีภาพสลักนูนต่ำของนางอักสรกำลังร่ายรำ

พระลานชนช้าง (TERRACE OF THE ELEPHANTS)
เป็นส่วนหนึ่งของกำแพงเมืองนครธม ลานนี้มีความยาว 350 เมตร ชัยวรรมันที่ 7 พระมหากษัตริย์แห่งจักรวรรดิเขมรเคยใช้เป็นลานทอดพระเนตรขบวนทัพ จัดราชพิธี และเสด็จออกมหาสมาคม
สถานที่แห่งนี้อยู่ต่อเนื่องกับพิมานอากาศในเขตราชฐาน สิ่งก่อสร้างส่วนใหญ่ทำด้วยวัสดุธรรมชาติ จึงหลงเหลืออยู่น้อยในปัจจุบัน ที่เหลือเป็นแต่ฐานพระลาน ส่วนชื่อ "ชนช้าง" นั้นเป็นนามที่ขึ้นใหม่ตามรูปสลักขบวนช้างพร้อมควาญซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันออก นอกจากนี้ ที่พระลานยังมีรูปครุฑและสิงห์ขนาดใหญ่อยู่บนกำแพง
มีการบูรณะเพิ่มเติมสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 เป็นศิลปะแบบบายน ตั้งอยู่บริเวณกลางเมืองพระนครหลวง หันหน้าเข้าสู่ลานกว้างเรียกว่าสนามหลวง สร้างเพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับพระมหากษัตริย์นั่งทอดพระเนตรการสวนสนาม การซ้อมรบ และการเฉลิมฉลองต่างๆ ตลอดจนการต้อนรับพระราชอาคันตุก

ลานพระเจ้าขี้เรื้อน (TERRACE OF THE LAPER KING)
เดิมลานนี้มีประติมากรรมลอยตัวรูปบุคคลนั่งชันเข่า ศิลปะแบบบายนตั้งอยู่ แต่เนื่องจากชาวเขมรเห็นว่าเทวรูปองค์นี้ มีรอยกระดำกระด่างเหมือนคนเป็นโรคเรื้อน สอดคล้องกับตำนานพื้นถิ่นที่ว่า มีพระมหากษัตริย์ขอมพระองค์หนึ่งทรงเป็นโรคเรื้อน เพราะไปหลับนอนกับนางนาคที่ปราสาทพิมานอากาศ แล้วเอาดาบฟันนางนาคจนเลือดนางนาคกระเซ็นมาต้องพระวรกาย ทำให้พระองค์กลายเป็นโรคเรื้อน
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเทวรูปที่เรียกว่า "พระเจ้าขี้เรื้อน" จะเห็นรายละเอียดว่า มีเขี้ยวที่มุมริมฝีปาก ประกอบกับท่านั่งชันเข่าแบบผู้บงการ
บางเรื่องขานว่ากันว่า เป็นดินแดนแห่งคำสาปแช่งที่มีมาแต่โบราณ ลานแห่งนั้น มีคนเรียกกันว่า “ลานพระเจ้าขี้เรื้อน” ลานแห่งนี้ สร้างขึ้นมาเมื่อสมัยศตวรรษที่ 12 มีภาพสลักนูนต่ำมากมาย โดยเฉพาะรูปตุ๊กตาหินที่วางอยู่เรียงรายเป็นแถวนั้น เล่ากันว่า เป็นที่มาของชื่อลานแห่งนี้ และเป็นตุ๊กตาที่ไม่มีใครกล้าแตะแม้แต่นิดเดียว
ตุ๊กตาเหล่านั้น เชื่อกันว่า เป็นตัวแทนแห่งความวิบัติ ความเลวร้ายที่ได้บังเกิดขึ้นมาจากการสาปแช่งของพระฤาษีที่เล่ากันว่า เป็นแรงอาฆาตพยาบาทที่ตามจองเวรจนอาณาจักรแห่งนี้ล่มสลายในที่สุด

ปราสาทพระขรรค์ (PREAH KHAN)
สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1734 เป็นปราสาทหินในยุคท้าย ๆ ของอาณาจักรเขมร เป็นพุทธสถานสมัยบายน พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงสร้างอุทิศถวายแด่พระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 2 ซึ่งเป็นพระราชบิดา ปรากฏเจดีย์ทรงระฆังคว่ำขนาดเล็กจำหลักด้วยศิลาทรายตั้งอยู่ภายในปราสาทองค์หนึ่ง ซึ่งเชื่อว่าเป็นที่เก็บอัฐิของพระราชบิดาของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
ปราสาทพระขรรค์เป็นศาสนสถานที่ล้อมรอบด้วยกำแพงศิลาแลง ตัวอาคารมีลักษณะเด่นที่การก่อสร้างด้วยศิลา 2 ชั้น โดยใช้เสาหินทรายกลมขนาดใหญ่รับน้ำหนักโครงสร้างและคาน ที่บานประตูแต่ละปราสาท มีรูปสลักอสูรเป็นคู่ๆ ยืนถือกระบองเสมือนคอยพิทักษ์ดูแลศาสนสถานแห่งนี้
เป็นที่น่าสังเกตว่า ภาพพระพุทธรูปมักถูกทำลายหรือแก้ไข คงเหลือแต่ภาพจำหลักนูนต่ำของฤๅษี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาพฤๅษีกำลังนั่งบำเพ็ญพรตในท่า "โยคาสนะ" (นั่งชันเข่าและไขว้เท้า) สลักอยู่ตามผนังหรือเสาภายใต้ซุ้มเรือนแก้ว
นอกจากนี้ จารึกที่ปราสาทพระขรรค์ยังกล่าวถึงการสร้าง "ธรรมศาลา" (ที่พักคนเดินทาง) และ "อโรคยศาล" (โรงพยาบาล) ตามเส้นทางจากนครธมไปยังเมืองต่าง ๆ รอบราชอาณาจักร และจารึกยังกล่าวถึงการสร้างรูปเคารพ เพื่อประดิษฐานยังหัวเมืองต่างๆ ซึ่งแสดงถึงความใส่ใจในทุกข์สุขของราษฎรและความศรัทธาในศาสนาของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7

ปราสาทนาคพัน (NEAK PEAN)
เป็นปราสาทขนาดเล็ก ตั้งอยู่บนฐานกลมที่มีลักษณะซ้อนลดหลั่นกันลงไปเป็นชั้น ๆ ชั้นสุดท้ายเป็นรูปพญานาค 7 เศียร 2 ตัว โอบล้อมฐานของปราสาทโดยหันส่วนหัวไปทางทิศตะวันออก และส่วนหาง วนอ้อมฐานมาบรรจบกันทางทิศตะวันตก ที่ฐานของปราสาทจำหลักรูปดอกบัวรองรับตัวปราสาท และมีรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรประดิษฐานอยู่ที่ปราสาททั้ง 4 ทิศ
ปราสาทนาคพัน สร้างอยู่กลางสระสี่เหลี่ยมจตุรัสขนาดใหญ่ มีบ่อน้ำขนาดเล็กตั้งอยู่โดยรอบทั้ง 4 ทิศ แต่ละบ่อมีส่วนที่เชื่อมต่อกับสระใหญ่ตรงกลางเพื่อให้น้ำจากสระใหญ่สามารถไหลไปสู่บ่อเล็กได้ การก่อสร้างปราสาทนาคพันธ์น่าจะเกี่ยวข้องกับคติความเชื่อทางศาสนา ผังของปราสาทเป็นลักษณะการจำลองของสระอโนดาต สระอโนดาตเป็นสระน้ำบนสวรรค์มีน้ำที่ใสสะอาดและเต็มเปี่ยมอยู่ตลอดเวลา มีท่าน้ำอยู่ 4 ท่า น้ำในสระอโนดาตจะไหลออกตามช่องภูเขาที่ตั้งอยู่ทั้ง 4 ทิศของสระ ซึ่งปากช่องของภูเขาแต่ละลูกจะเป็นรูปหน้าของสัตว์ 4 ชนิด คือ สิงห์ ช้าง ม้า และวัว
ใน "ย้อนรอยอารยะเมืองพระนคร" ซึ่งเขียนโดย ชากส์ คูมาร์เชย์ และแปลโดยอาจารย์วีระ ธีรภัทร ได้กล่าวถึงรูปจำหลักในทิศทั้ง 4 ของปราสาทนาคพันธ์ว่า ที่สระน้ำทางทิศตะวันตกมีหินสลักเป็นรูปหัวมนุษย์ สระน้ำทางทิศเหนือมีหินสลักเป็นรูปหัวช้าง สระน้ำทางทิศตะวันออกมีหินสลักเป็นรูปหัวม้า และสระน้ำทางทิศใต้มีหินสลักเป็นรูปหัวสิงห์ [4] จะเห็นว่าช่างขอมจำหลักรูปหน้าสัตว์ประจำทิศในแต่ละทิศตามคติความเชื่อเรื่องสระอโนดาต แต่ในทิศตะวันตกกลับจำหลักรูปหน้าคนแทนหน้าวัว
คติความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการสร้างปราสาทนาคพันมีทั้งความเชื่อทางพุทธศาสนาและศาสนาฮินดูปะปนกัน ตัวปราสาทกลางสระสร้างตามความเชื่อทางศาสนาพุทธ แต่ไม่ปรากฏรูปพระพุทธเจ้ากลับมีรูปสลักของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรแทน

ปราสาทแปรรูป (PRE  RUP)
ภาพสลักพระอินทร์ 
ที่ทับหลังของปรางค์ประธาน มีภาพสลักพระอินทร์ซึ่งเป็นเทพประจำทิศตะวันออก พวงอุบะ (พวงมาลัย) และ เหล่าพรรณพฤกษาถือเป็นต้นแบบของศิลปะยุดแปรรูป
ภาพสลักเทพธิดา
ปรางค์บริวารด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้มีภาพสลักของเทพธิดาที่งดงามบนอิฐและปูนปั้นโบราณของพระนางลักษมี และพระวิษณุภาพสลักพระนางอุมาเทวี และพระศิวะ ส่วนปรางค์ประธานที่อยู่ตรงกลางมีภาพสลักพระพรหม ซึ่งมี 4 หน้าและ 4 กร
ประวัติการสร้าง
พระเจ้าราเชนทรวรมัน ทรงย้ายเมืองหลวงกลับมายังเมือพระนครภายหลังการสวรรคตของพระเจ้าชัยวรมันที่ 4 พระองค์โปรดให้สร้างปราสาทแปรรูป อันเป็นปราสาทบนฐานเป็นชั้นเพื่ออุทิศให้กับพระองค์เองขึ้นที่ริมฝั่งบารายตะวันออก
ลักษณะทางศิลปกรรม
ปราสาทแปรรูป เป็นปราสาทบนฐานเป็นชั้นที่มีปราสาทยอดสร้างด้วยอิฐเช่นเดียวกับปราสาทอื่นๆในศิลปะสมัยพระนครตอนต้น อย่างไรก็ตาม พัฒนาการใหม่ที่สามารถสังเกตได้ก็คือ ปราสาทประธานได้เพิ่มจำนวนเป็นห้าหลังเป็นครั้งแรกและปราสาทเริ่มปรากฏ “อาคารยาวๆ” โดยรอบซึ่งจะเป็นต้นแบบให้กับระเบียงคดในระยะต่อมา อาคารยาวๆเหล่านี้คงใช้เป็นที่เก็บของหรือเป็นที่พัก ด้านหน้าปราสาทปรากฏแท่นสี่เหลี่ยมผืนผ้าซึ่งคงเป็นที่ประดิษฐานโคนนทิมาก่อน ปัจจุบันสูญหายไปแล้ว

วันที่ 3 : <วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน  2563>  นครวัด - ปราสาทตาพรหม - ปราสาทเบ็งเมเลีย (บึงมาลา) – สนามบินเสียมเรียบ, กัมพูชา - กรุงเทพ
ออกเดินทางจากโรงแรม เวลา 04:00 น. ชมพระอาทิตย์ขึ้นและถ่ายภาพแสงเช้าที่ นครวัด เช้านี้รับประทานอาหารแบบ Breakfast Box ซึ่งจัดเตรียมให้จากทางโรงแรม 
ในช่วงเช้าเข้าเยี่ยมชมและถ่ายภาพที่ ปราสาทตาพรหม เมื่อเรียบร้อยแล้วจึงเดินทางกลับไปยังโรงแรมเพื่อทำธุระส่วนตัว และ Check Out
ออกเดินทางจากโรงแรม เวลา 10:00 น. ไปยัง เบ็งเมเลีย (บึงมาลา) โดยใช้เวลาเดินทาง 1.30 ชม. โดยประมาณ รับประทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารบริเวณ เบ็งเมเลีย และ เก็บภาพภายใน เบ็งเมเลีย เมื่อได้ภาพเรียบร้อยแล้วจึงเดินทางกลับ เสียมเรียบ และ รับประทานอาหารเย็น 
เวลาประมาณ 19:00 น. เดินทางไปสนามบินเพื่อเดินทางกลับกรุงเทพโดยสายการบิน Air Asia เที่ยวบินที่ FD619ออกเดินทางเวลา 21:45 น. จากเสียมราฐ (REP) กัมพูชา และถึงดอนเมือง (DMK) กรุงเทพ เวลา 22:50 น.

ปราสาทตาพรหม  (TA PROHM)
เป็นปราสาทที่อยู่กับธรรมชาติมามากกว่า 500 ปี
ที่สารทตาพรหมมีต้นไม้อยู่หลายพันธ์ ต้นที่ใหญ่ที่สุดเรียกว่าต้นสะปง หรือภาษาไทยเรียกว่า ต้นสำโรง มุมที่ชอบถ่ายภาพกันมากจะอยู่บริเวณทางก่อนจะเข้าโคปุระชั้นที่ 3 จะพบต้นสะปงขนาดใหญ่ ขึ้นปกคลุมตรงส่วนกลางของปราสาทแห่งนี้ ลำต้นขึ้นอยู่บนหลังคาโดยมีรากโอบอุ้มตัวปราสาทอยู่ก่อนจะไชลงพื้นดิน 


ภาพแกะสลัก ไดโนเสาร์
มีภาพแกะสลักคล้ายไดโนเสาร์ อยู่บริเวณข้างเสากรอบประตูของโคปุระชั้นที่ 3 ด้านทิศตะวันตก
สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1729 เป็นปราสาทหินในยุคท้ายๆ ของอาณาจักรเขมร ปราสาทเหล่านี้ถือว่าเป็นสถานที่ของพระพุทธศาสนาที่สมัยนั้นมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก เพราะสมัยนั้นกษัตริย์ที่สนับสนุนให้มีการสร้างปราสาทนี้เป็นวัดในศาสนาพุทธ การดูแลปราสาทต่างๆนั้นรัฐบาลได้ทำการตัดต้นไม้ออกจากปราสาทอื่นๆ เพราะกลัวว่าประสาทจะล้มลงหากต้นไม้ใหญ่โตมากๆ แต่สำหรับปราสาทตาพรมนั้น รัฐบาลมีแนวคิดที่จะคงต้นไม้ไว้เหมือนโบราณที่มีต้นไม้ขึ้นบนปราสาทแทบทุกปราสาทจึงกลายเป็น ลักษณะเด่นของปราสาทตาพรหมคือมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นคลุมตัวปราสาทเป็นจำนวนมาก ไปในตอนหลัง
ปราสาทตาพรมนั้น ในรัชกาลที่กษัตย์นิยมฮินดูได้อำนาจคือจากกษัตริย์นับถือพุทธ จึงให้มีการทำลาย และมีร่องรอยการทำลายมากที่สุด เพราะความต่างของการนับถือศาสนา ปราสาทตาพรมจึงไม่หลงเหลือศิลปะให้พวกเราได้เห็นมากนัก และเนื่องจากใช้ถ่ายทำหนังหลายเรื่อง เช่น ทูมไรเดอร์ เจมส์บอนด์ ฯลฯ

ปราสาทเบ็งเมเลีย (บึงมาลา) (BENG MEALEA)
เบ็งเมเลีย (BENG MEALEA) เป็นปราสาทที่สร้างเลียนแบบศิลปะของปราสาทนครวัด มีคูน้ำและปราสาท ทางเข้าด้านหน้าทั้ง 4 ทิศ ทำเป็น “สะพานนาคราชหรือสะพานสายรุ้ง” ข้ามคูน้ำที่มีความหมายถึง สีทันดรมหาสมุทร เข้ามาพบกับประตูป้อมศิลาทรายที่มีเรือนไม้อยู่ด้านบน เชื่อมต่อกับกำแพงที่ล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน ถัดเข้ามาเป็นชั้นสะพานนาคบาทขนาดใหญ่ วางตัว 2 ระดับ ระดับล่างเป็นสะพานนาคราช มีอัฒจันทร์ปีกกาและขั้นบันไดขึ้นไปชั้นบน ที่เป็นลานสะพานนาคราชขนาดใหญ่นี้เป็นทางลาดยาวเชื่อมต่อกับซุ้มประตูใหญ่หรือ “โคปุระ” เข้าสู่ชั้นใน
ปราสาทเบ็งเมเลีย เป็นที่รู้จักกันดีมาตั้งแต่ครั้งที่ นักสำรวจฝรั่งเศส ได้เดินทางเข้ามาสำรวจ หลังการทิ้งร้างมาราว 700 ปี ผ่านมาอีก 100 ปี ได้เกิดสงครามกลางเมืองของชาวกัมพูชา นักรบเขมรแดงใช้ปราสาทแห่งนี้เป็นหนึ่งในที่มั่นเพื่อสงคราม ทำให้ยอดปราสาทหลายหลังถล่มลงมา เมื่อพ่ายแพ้พวกเค้าจากไป ทิ้งระเบิดไว้ที่ปราสาทจำนวนมาก ทำให้ไม่มีใครที่จะสามารถจะเข้าใกล้ปราสาทนี้ในอีกหลายสิบปีต่อมา เมื่อสงครามจบลงได้ส่งเจ้าหน้าที่มาเก็บกู้วัตถุจนปลอดภัย หลังการทิ้งร้างให้เป็นนิทรานครราว 800 ปี
เบ็งมาเลีย หรือเรียกอีกชื่อว่า บึงมาลา มหาปราสาทที่ยิ่งใหญ่ มีสถาปัตยกรรม มีลวดลายที่โดดเด่น และด้วยขนาดที่ใกล้เคียงกับนครวัด จึงได้รับการขนานนามว่า “นครวัดตะวันออก” ในทันที อีกทั้งมหาปราสาทแห่งนี้ยังสร้างขึ้นท่ามกลางพงไพร เมื่อเวลาผ่านไปหลายร้อยปี ทำให้มีมอส รากต้นไม้ขึ้นตามตัวมหาปราสาททำให้เกิดความสวยงามอย่างมาก ประกอบกับเส้นทางเดินในมหาปราสาทที่ไม่สามารถเดินได้สะดวกเหมือนเวลาไปเที่ยวมหาปราสาทที่อื่น ๆ ต้องปีนป่าย เพราะปราสาทอยู่ใสภาพที่ไม่สมบูรณ์นักเนื่องจากถูกระเบิด ก็ทำให้น่าดึงดูดใจไปอีกแบบ

 

รายละเอียดค่าบริการ และ การชำระเงิน
อัตราค่าบริการ : 18,000 บาท/ท่าน
(สามารถแบ่งชำระได้ 2 งวด)
พิเศษ!!! สำหรับลูกค้าเก่า Foto Journey เพียง 14,900 บาท/ท่านเท่านั้น
***ไม่รวม ตั๋วเครื่องบินระหว่างประเทศเท่านั้น***

เงื่อนไขการจองและการชำระเงิน:
ณ วันที่จอง : ชำระมัดจำงวดแรก 8,000 บาท
ภายในวันที่ 25 กรกฏาคม 2563 : ชำระมัดส่วนที่เหลือทั้งหมด
**โดยบริษัทถือลำดับการชำระเงิน เป็นสำคัญ ในการยืนยันสิทธิ์การเดินทาง**
***สำหรับลูกค้าที่เดินทางท่านเดียว ทางบริษัทจะจัดหารูมเมทให้โดยไม่จำเป็นต้องชำระค่าใช้จ่ายสำหรับพักเดี่ยวแต่อย่างใด***

ค่าบริการนี้รวม:
- ค่าที่พักตลอดการเดินทางโรงแรม 4 ดาว (พักห้องคู่)
- ค่าอาหารทุกมื้อ ตลอดการเดินทาง
- ค่ารถรับ ส่ง ไป กลับ สนามบินในกัมพูชา
- ค่ายานพาหนะที่ใช้เดินทางภายในประเทศโดยรถปรับอากาศ
- เยี่ยมชมสถานที่ตลอดทั้ง 3 วัน
- ค่ามัคคุเทศก์ท้องถิ่นให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ (บรรยายภาษาไทย)
- บริการถ่ายภาพและสอนการถ่ายภาพตลอดการเดินทาง
- ค่าประกันภัยการเดินทางอุบัติเหตุวงเงิน 1,500,000 บาท และ ค่ารักษาพยาบาลในต่างประเทศวงเงิน 2,000,000 บาท เงื่อนไขตามกรมธรรม์

ค่าบริการนี้ไม่รวม:
- ตั๋วเครื่องบินระหว่างประเทศไปกลับ กรุงเทพ-เสียมเรียบ
- ค่าทิปมัคคุเทศก์ และ คนขับรถ
- ค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่นๆ นอกเหนือรายการ เช่น ค่าเครื่องดื่ม มินิบาร์ ค่าโทรศัพท์ ค่าซักรีด เป็นต้น
- ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดการณ์

การชำระเงินค่าเดินทาง :
สามารถโอนเงินเข้าบัญชี
ธ.กสิกรไทย    เลขที่บัญชี 037-2-57628-6 หรือ

ธ.ไทยพาณิชย์  เลขที่บัญชี 408-825346-9 


ชื่อบัญชี บริษัท โฟโต้ เจอร์นี่ จำกัด
หลังจากโอนเงินแล้ว กรุณาส่งใบโอนเงินไปที่ 

Line@: @FotoJourney หรือ

คลิก! Line : https://line.me/R/ti/p/%40fotojourney หรือ 

Inbox Facebook: FotoJourneyTH 

ข้อมูลและลักษณะของทริปที่สำคัญ
- ทริปนี้มีลักษณะเป็น Photo Trip จะเน้นถ่ายรูปแสงเช้า แสงเย็น เป็นหลัก ดังนั้น แผนเดินทางอาจจะมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อให้ทุกท่านได้ถ่ายภาพตามให้มากที่สุด
- บริการจัดการจองตั๋วเครื่องบิน
กรณีให้ Foto Journey (FJ) ออกบัตรโดยสาร จะเป็นการจองที่นั่งบัตรโดยสารผ่านระบบ GDS ( Global Distribution System ) มีระยะเวลาในการออกบัตรโดยสาร (โอนเงินค่าตั๋วฯ) ภายใน 48-72 ชั่วโมง 
ซึ่งต่างจากราคาบนหน้าเว็ปไซด์ ที่เป็น Real Time Rate ที่ขึ้น-ลง ตามสายการบิน 
โดยรับบริการจองตั๋วเครื่องบิน ตั้งแต่วันที่ทริปนั้นยืนยันการออกเดินทาง จนถึง 30 วันก่อนกำหนดวันเดินทางในทริปนั้นๆ

ข้อมูลที่จำเป็น ในการสำรองที่นั่ง ผ่านระบบ GDS  
1.ชื่อ - นามสกุล ตามหน้าหนังสือเดินทาง
2.Frequent Flyer Number หรือบัตรสะสมไมล์ 
3.ระบุที่ั่นั่งที่ต้องการ เช่น ริมทางเดิน ริมหน้าต่าง อาจมีค่าใช่จ่ายเพิ่มขึ้นตามเงื่อนไขของสายการบิน 
4.หลังจากสำรองที่นั่งแล้ว ทาง Foto Journey (FJ) จะแจ้งราคาบัตรโดยสารที่ไม่มีธรรมเนียมค่าบริการ 
5.สมาชิกโอนเพื่อออกบัตรโดยสารภายในวันเวลาที่กำหนด เพื่อป้องกัน ฺBooking จะ Auto Cut 
6.กรณีโอนเงินไม่ทันตามกำหนด และมีการสำรองที่นั่งใหม่ อาจมีราคาที่เท่าเดิม หรือ สูงขึ้นกว่าเดิม ขึ้นอยู่กับสถานะของที่นั่งในช่วงเวลานั้น ๆ 

เงื่อนไขการยกเลิกทริป
กรณีที่ลูกค้าไม่สะดวกเดินทางและมีความจำเป็นต้องยกเลิกการเดินทาง และมีการยกเลิกการเดินทาง
ยกเลิกก่อนวันเดินทาง 90 วัน หัก 8,000 บาท
ยกเลิกก่อนวันเดินทาง 45-90 วัน หัก 10,000บาท
ยกเลิกก่อนวันเดินทาง 15-45 วัน หัก 13,000 บาท
ยกเลิกก่อนวันเดินทาง 15 วัน ไม่สามารถคืนเงินได้ยกเว้นเงินรีฟันด์ตั๋วเครื่องบินให้ลูกค้าตามเงื่อนไขของสายการบินนั้นๆ
หมายเหตุ : ในกรณีที่ค่าทริปรวมตั๋วเครื่องบิน บริษัทจะทำการคืนเงินรีฟันด์ตั๋วเครื่องบินให้ลูกค้าตามเงื่อนไขของสายการบินนั้นๆ
 
ความรับผิดชอบ และ เงื่อนไขอื่นๆ
ในกรณีที่ทริปต้องถูกยกเลิกการเดินทาง ด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ เช่น เกิดการก่อการร้าย เกิดความไม่สงบ เกิดการประท้วง เกิดจากภัยธรรมชาติทำให้ไม่สามารถเดินทางได้ หรือเหตุอื่นๆที่ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัย โดยถือว่าการตัดสินใจยกเลิกการเดินทางเป็นสิทธิ์ขาดของทางบริษัท ทางบริษัทยินดีที่จะคืนค่าทริปที่ลูกค้าจ่ายมาทั้งหมด ยกเว้นค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก หรืออื่นๆที่มีการดำเนินการชำระเงินไปแล้ว
บริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบใดๆ ที่เกิดจากความล่าช้าของสายการบิน เหตุการณ์ทางการเมือง การปฏิเสธการเข้าเมือง การโดนกักตัว หรือถูกส่งตัวกลับ ความเสียหายหรือสูญหายของกระเป๋าเดินทาง กระเป๋าใบเล็ก หรือของมีค่าส่วนตัวของท่านระหว่างการเดินทาง โดยสิทธิประโยชน์ของท่านจะได้รับตามกรมธรรม์ประกันการเดินทางที่ระบุความรับผิดชอบไว้เท่านั้น ทั้งนี้ บริษัทฯ จะยืดถือผลประโยชน์ของลูกค้าเป็นสําคัญ แต่ไม่สามารถคืนเงินค่าทริปให้ท่านได้
และหากเกิดเหตุสุดวิสัยดังต่อไปนี้ ทางบริษัทไม่อาจรับผิดชอบต่อความเสียหายต่างๆ ที่อยู่เหนือการควบคุมของเจ้าหน้าที่บริษัทฯ อาทิ
o การนัดหยุดงาน การจลาจล เปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาในตารางบิน ภัยธรรมชาติ ฯลฯ หรือค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เกิดขึ้น ทั้งทางตรง หรือทางอ้อม เช่น การเจ็บป่วย การถูกทำร้าย การสูญหาย ความล่าช้า หรือ จากอุบัติเหตุต่างๆ ฯลฯ
o การตอบปฏิเสธการเข้าและออกเมืองของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าหรือออกเมือง อันเนื่องมาจากมีสิ่งผิดกฏหมาย หรือเอกสารการเดินทางไม่ถูกต้อง หรือการถูกปฏิเสธในกรณีอื่นๆ
o  การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากสายการบินเช่น การยกเลิกเที่ยวบิน / เครื่องดีเลย์ / กระเป๋าสัมภาระมาไม่ครบ / การขึ้นราคาค่าตั๋วเครื่องบิน เป็นต้น
o บริษัทฯ มีสิทธ์ที่จะเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบางประการในทัวร์นี้ เมื่อเกิดเหตุสุดวิสัยจนไม่อาจแก้ไขได้
o หากท่านถอนตัวก่อนรายการท่องเที่ยวจะสิ้นสุดลง ทางบริษัทฯ จะถือว่าท่านสละสิทธิ์และจะไม่รับผิดชอบค่าบริการที่ ท่านได้ชำระไว้แล้ว ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น
o บริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบต่อการห้ามออกนอกประเทศ หรือ ห้ามเข้าประเทศ อันเนื่องมาจากมีสิ่งผิดกฎหมาย หรือ เอกสารเดินทางไม่ถูกต้อง หรือ การถูกปฏิเสธในกรณีอื่น
o กรณีเกิดความผิดพลาดจากตัวแทน หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนมีการยกเลิก ล่าช้า เปลี่ยนแปลง การบริการจาก สายการบิน บริษัทขนส่ง หรือ หน่วยงานที่ให้บริการ บริษัทฯ จะดำเนินโดยสุดความสามารถที่จะจัดบริการทัวร์อื่น ทดแทนให้ แต่จะไม่คืนเงินให้ สำหรับค่าบริการนั้นๆ
o มัคคุเทศก์ พนักงาน และตัวแทนของบริษัท ฯ ไม่มีสิทธิ์ในการให้คำสัญญาใดๆ ทั้งสิ้นแทนบริษัทฯ นอกจากมีเอกสาร ลงนามโดยผู้มีอำนาจของ
บริษัทฯ กำกับเท่านั้น

  • White Facebook Icon
  • White Instagram Icon
  • White YouTube Icon

Foto Journey Co., Ltd

ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว เลขที่ 11/09199