"Complete your frame....

with a great Journey"

“Extraordinary in Grand Croatia”

Foto Journey ยินดีพาท่านไปชม… ดินแดนแห่งมรดกโลก ประเทศที่งดงามและควรค่าแก่การไปสัมผัส ซึ่งได้รับสมญานามว่า “โครเอเชีย... ดินแดนแห่งพระจันทร์เสี้ยว” เมืองที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและอารยธรรมของโรมันโบราณ ที่ถูกผสานเข้ากับสถาปัตยกรรมภายในตัวเมืองได้อย่างลงตัวในทุกการก้าวผ่านยุคสมัย 
Dubrovnik เมืองที่ถูกโอบล้อมด้วยน้ำทะเลสีฟ้าคราม เอกลักษณ์อันทรงเสน่ห์ หนึ่งในฉากถ่ายทำสุดอลังการจากซีรี่ย์ Game of Thrones 

ความงดงามทางธรรมชาติของโครเอเชียมากจนได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกจากองค์กร UNESCO ….ทะเลสาบสีเทอควอยส์มากกว่า 16 แห่ง และน้ำตกสีสวยงามราวต้องมนต์ เป็นหนึ่งในสถานที่ที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่ที่สุดของโครเอเชีย ….. Plitvice National Park …

ร่วมถึงหนึงในสถาปัตยกรรมที่แสดงความยิ่งใหญ่ของโรมันโบราณ ที่หลงเหลือเพียงไม่กี่แห่งทั่วทั้งโลก ณ สนามกีฬา Pula อารีน่า และ Trogir เขตเมืองเก่าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกจาก UNESCO ด้วยเอกลักษณ์ของอาคารบ้านเรือนที่ถูกสร้างด้วยอิฐเก่าตามแบบองกรีกโรมัน และมีการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมในอดีตไว้มากมาย


จบทริปด้วยมุมมองจากตึกสูงระฟ้าจากเมือง Zagreb ที่ทุกท่านจะได้บันทึกภาพทิวทัศน์ของเมืองได้แบบ 360 องศา

และที่สำคัญเราจะพาทุกท่านไปถ่ายรูปในหลายประสบการณ์ หลากเทคนิค โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านการภาพถ่าย (Photo Specialist) สอนถ่ายภาพตั้งแต่ระดับพื้นฐาน คอยแนะนำเทคนิค, มุมมอง, องค์ประกอบภาพ รวมถึงการให้คำปรึกษาวิเคราะห์ภาพที่ถ่ายอย่างเป็นกันเอง และ เข้มข้น
 

Highlight:
o    Dubrovnik เมืองที่ถูกโอบล้อมด้วยน้ำทะเลสีฟ้าคราม ที่ยังคงรักษาสถาปัตยกรรมโรมันเก่าแก่เอาไว้ ด้วยเอกลักษณ์อันทรงเสน่ห์ หนึ่งในฉากถ่ายทำสุดอลังการจากซีรี่ย์ Game of Thrones

o    Dubrovnik City Wallsกำแพงเมืองที่สร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันเมือง Dubrovink จากชาวเวนิส ได้รับการยกย่องว่าเป็นกำแพงที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคกลาง ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกจากองค์กร UNESCO ในปีค.ศ. 1979
o    Cathedral of Saint Domnius มหาวิหารนิกายคาทอลิกแห่งแรกของโครเอเชีย ณ เมือง Split อายุราว 1,000 ปี ปัจจุบันยังคงใช้สำหรับจัดการพิธีกรรมทางศาสนา ได้อิทธิพลมาจากชาวโรมันโบราณเพื่อเป็นสุสานให้แก่จักรพรรดิแห่งโรมัน ปัจจุบันใช้สำหรับจัดการพิธีกรรมทางศาสนา
o    Plitvicka Jezera National Park อุทยานแห่งชาติหินปูนที่ประกอบด้วยทะเลสาบสีเทอควอยส์มากกว่า 16 แห่ง และน้ำตกสีสวยงามราวต้องมนต์ เป็นหนึ่งในสถานที่ที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่ที่สุดของโครเอเชีย ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกจากองค์กร UNESCO ในปี ค.ศ. 1949 
o    Trogir เขตเมืองเก่าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกจากองค์กร UNESCO ในปี ค.ศ. 1997 ด้วยเอกลักษณ์ของอาคารบ้านเรือนที่ถูกสร้างด้วยอิฐเก่าตามแบบองกรีกโรมัน และมีการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมในอดีตไว้มากมาย
o    Zadar เมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโครเอเชีย มีอายุเก่าแก่กว่า 2,800 ปี ในอดีตเป็นเมืองท่าทางทะเลที่สำคัญของทะเลเอเดตรียติก ที่มีผู้หวังช่วงชิงมากมาย กระทั่งได้รับการพัฒนาให้กลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของโครเอเชีย

กำหนดการเดินทาง :  9–19 ตุลาคม 2563 (11 วัน ลางาน 5 วัน, ตรงกับวันหยุด 1 วัน คือ วันคล้ายวันสวรรคต ร.9, 13 ต.ค.63)
จำนวนสมาชิก: 12 ท่าน (สมาชิก 6 ท่าน ต่อ PS 1 ท่าน)
ผู้เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพ (Photo Specialist, PS): 2 ท่าน 

รายละเอียดการบิน :

เส้นทางระหว่างประเทศ สายการบิน Turkish Airlines

ขาไป

เดินทาง วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม 2563 ด้วยเที่ยวบินที่ TK69 และ TK437
TK69 >>> Suvarnabhumi Airport, Bangkok (BKK) – Istanbul Ataturk, Turkey (IST) เวลา 23:00 – 05:20 น. + 1 Day (ระยะเวลาเดินทาง 10 ชม. 20 นาที) รอต่อเครื่อง 1 ชม. 30 นาที
TK437 >>> Istanbul Ataturk, Turkey (IST) – Dubrovnik, Croatia (DBV) เวลา 06:50 – 07:50 น. (ระยะเวลาเดินทาง 2 ชม.) 
รวมเวลาเดินทางทั้งหมด 13 ชม. 50 นาที

ขากลับ

เดินทางวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2563 ด้วยเที่ยวบินที่ TK1056 และ TK68
TK1056 >>> Zagreb, Croatia (ZAG) – Istanbul Ataturk, Turkey (IST) เวลา 20:15 – 23:20 น.  (ระยะเวลาเดินทาง 2 ชม. 15 นาที) รอต่อเครื่อง 1 ชม. 55 นาที
TK68 >>> Istanbul Ataturk, Turkey (IST) – Suvarnabhumi Airport, Bangkok (BKK) เวลา 01:25 +1 Day – 15:25 น. (ระยะเวลาเดินทาง 10 ชม.)
รวมเวลาเดินทางทั้งหมด 14 ชม. 10 นาที
ถึงกรุงเทพมหานครในวันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม 2563 เวลาท้องถิ่น 15:00 น.

 

***ออกตั๋วหลังจากได้รับยืนยันการออกทริป จากทางบริษัทฯเท่านั้น***

***บริการจัดการจองตั๋วเครื่องบิน โดยไม่คิดค่าบริการเพิ่ม… รายละเอียดสามารถดูในหัวข้อ “ข้อมูลและลักษณะของทริปที่สำคัญ” ด้านล่าง***

รายละเอียดการเดินทาง:

วันที่ 1: < วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม 2563 > Suvarnabhumi Airport, Bangkok – Istanbul Ataturk (Turkey) – Dubrovnik (Croatia)

ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิด้วยสายการบิน Turkish Airlines เที่ยวบินที่ TK69 และ TK437 เวลาเครื่องออก 23:00 น. ใช้ระยะเวลาเดินทางโดยประมาณ 13 ชั่วโมง 50 นาที ถึงสนามบิน Dubrovnik ประเทศโครเอเชีย เวลาท้องถิ่น 07:40 น. ของวันที่ 10 ตุลาคม 2563 โดยเวลาที่โครเอเชียเดินช้ากว่าประเทศไทย 6 ชั่วโมง

 

วันที่ 2: < วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม 2563 > Dubrovnik Cable Car – Kriz - Dubrovnik

เมื่อรับกระเป๋าจากสายพานและผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อยแล้ว เราจะร่วมรับประทานอาหารเช้ากันที่สนามบิน เพื่อเตรียมความพร้อมของร่างกายก่อนการเดินทางเข้าเมืองครับ

หลังจากรับประทานอาหารเช้าที่สนามบินเรียบร้อยแล้ว ออกเดินทางไปยังจุดชมวิวบนเขาเพื่อขึ้นรถเคเบิลคาร์ที่ Dubrovnik Cable Car และรับประทานอาหารเที่ยงด้านบน จากนั้นเราจะกลับมาเก็บสัมภาระที่โรงแรม และพาท่านขึ้นเขา Kriz เพื่อถ่ายแสงเย็นกันอีกครั้ง ในวันนี้เราจะพักที่ Dubrovnik

 

Dubrovnik

เมืองดูบรอฟนีกเป็นเมืองในประเทศโครเอเชีย ตั้งอยู่ริมชายฝั่งตะวันออกของทะเลเอเดรียติก เป็นเมืองท่า สถานที่ท่องเที่ยวที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งในแถบเมดิเตอร์เรเนียน และศูนย์กลางของเทศมณฑลดูบรอฟนีก-เนเร็ตวา มีประชากรทั้งหมด 42,615 คน (สำมะโนประชากร ค.ศ. 2011) ใน ค.ศ. 1979 ดูบรอฟนีกได้รับการประกาศให้เป็นแหล่งมรดกโลกแห่งหนึ่งของยูเนสโก

 

ความเจริญรุ่งเรืองของเมืองนี้ในอดีตขึ้นอยู่กับการค้าทางทะเล ในฐานะเมืองหลวงของสาธารณรัฐรากูซา ดูบรอฟนึกได้รับการพัฒนาในระดับสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 15 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 16 โดยมีความโดดเด่นในเรื่องความมั่งคั่งและการทูตที่มีชั้นเชิง

 

ในช่วงสงครามประกาศเอกราชโครเอเชีย เมืองดูบรอฟนีกถูกทหารชาวเซอร์เบียและชาวมอนเตเนโกรของกองทัพประชาชนยูโกสลาเวียล้อมอยู่เจ็ดเดือนและได้รับความเสียหายอย่างหนักจากกระสุนปืน หลังจากได้รับการบูรณะซ่อมแซมในคริสต์ทศวรรษ 1990 จนถึงต้นคริสต์ทศวรรษ 2000 ดูบรอฟนีกก็กลับมาเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในแถบเมดิเตอร์เรเนียนอีกครั้ง

 

Kriz

จุดชมวิวที่อยู่บนเขาในเมือง Dubrovnik ที่นี่คุณสามารถบันทึกภาพมุมสูงของอ่าวเอเดรียติกได้อย่างกว้างขวาง ท่ามกลางสถาปัตยกรรมสีขาวแดงที่ตัดกับผืนทะเลสีฟ้าครามที่สะท้อนกับแสงแดดเป็นประกายระยิบระยับในช่วงเที่ยงจนถึงบ่าย ความพิเศษคือที่นี่คุณจะได้มองเห็นเมืองทั้งเมืองได้จากจุดนี้ได้แบบ 360 องศา ความประทับใจที่คุณจะไม่ลืมเมื่อได้เดินทางมายังเมืองนี้

 

วันที่ 3: < วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม 2563 > Dubrovnik – Fort Lovrijenac – Dubrovnik City Walls - Dubrovnik

ออกจากที่พักเวลา 06.00 น. เพื่อพาท่านถ่ายแสงเช้าครั้งแรกหลังจากที่เราเดินทางมายังโครเอเชีย โปรแกรมการถ่ายภาพของเราวันนี้คือ เริ่มต้นถ่ายแสงเช้ากันที่ Fort Lovrijenac พาท่านเดินชมบริเวณภายในกำแพงเมืองและบันทึกภาพจนถึงช่วงเย็น เพลิดเพลินกับการเที่ยวชมเมืองภายในเขตกำแพงและถ่ายภาพแสงเย็นที่บริเวณตัวกำแพงเมือง; Dubrovnik City Walls

 

หลังจากเก็บภาพแสงเย็นเรียบร้อยแล้ว รับประทานอาหารเย็น และเข้าที่พักเพื่อพักผ่อนเก็บแรงสำหรับวันถัดไป โดยคืนนี้เราจะนอนกันที่ Dubrovnik กันอีกคืนนะครับ

 

Fort Lovrijenac

มีอีกชื่อว่าป้อมเซนต์ลอว์เรนซ์ เป็นป้อมปราการและโรงละครที่ตั้งอยู่นอกกำแพงทางตะวันตกของเมือง Dubrovnik อยู่บนความสูง 37 เมตรจากระดับน้ำทะเล ป้อมแห่งนี้มีชื่อเสียงเนื่องจากมีความสำคัญในการป้องกันโครเอเชียจากชาวเวนิส ที่เข้ามาบุกรุกทางทะเลในช่วงต้นศตวรรษที่ 11 เนื่องจากชาวเวนิสพยายามสร้างป้อมปราการในจุดเดียวกับ Fort Lovrijenac ที่ตั้งอยู่ในปัจจุบัน และหากว่าในอดีตมีการสร้างป้อมจากชาวเวนิสสำเร็จ จะทำให้เมือง Dubrovnik ตกอยู่ใต้การปกครองของชาวเวนิส แต่ด้วยความร่วมมือของผู้คนในเมือง Dubrovnik ทำให้ป้อมดังกล่าวสร้างเสร็จภายในเวลาเพียง 3 เดือนและมีการสร้างป้อมใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง และเมื่อเรือของชาวเวนิสมาถึง จึงไม่สามารถเข้ามายึดเมืองได้และถูกคำสั่งให้กลับไปยังเวนิส ซึ่งภายหลังถูกนำไปสร้างเป็นหนึ่งใน Red Bull Cliff Diving Word Series ในตอนของ Lovrijenac

 

Dubrovnik City Walls

กำแพงเมืองแห่งนี้สร้างขึ้นมาในช่วงศตวรรษที่ 8 ซึ่งใช้สำหรับป้องกันการรุกรานจากพวกเวนิส ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศโครเอเชีย ตลอดระยะเวลาของการสร้างกำแพงเมืองแห่งนี้ได้รับการปรับปรุงและบูรณะมาโดยตลอด จนทำให้กำแพงแห่งนี้มีรูปแบบที่ถูกปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย ได้รับการพิจารณาว่าเป็นป้อมปราการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคกลาง เนื่องจากภายหลังการสร้างกำแพงเมืองและป้อมปราการเรียบร้อยแล้ว เมืองแห่งนี้ไม่เคยถูกรุกรานอีกเลย กำแพงเมืองแห่ง Dubrovnik ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกจากองค์กร UNESCO ในปี ค.ศ. 1979

 

กำแพงเมืองมีความยาวทั้งสิ้น 1,940 เมตร ซึ่งล้อมรอบเมืองเก่าโดยทั้งหมด มีความสูงประมาณ 25 เมตร มีป้อมปราการซึ่งใช้สังเกตการณ์อยู่เป็นจำนวนมากตลอดแนวของกำแพง และได้รับการปรับปรุง ขยายกำลังการดูแลมาโดยตลอดตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 14 เรื่อยมาจนถึงศตวรรษที่ 17 โดยมีโครงสร้างสถาปัตยกรรมที่ซับซ้อนและสมบูรณ์ที่สุดในยุโรป ตลอดระยะเวลา 5 ศตวรรษที่กำแพงเมืองแห่งนี้ปกป้องผู้คน วัฒนธรรม และอารยธรรมจากการรุกรานจากผู้ที่ต้องการขยายอาณานิคม สร้างความสงบและความเจริญให้แก่คนเบื้องหลังกำแพงมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ปัจจุบันกำแพงเมืองแห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้คนนิยมมาเที่ยวชม ถือเป็น Landmark สำคัญที่เมื่อมาถึง Dubrovnik แล้วต้องไม่พลาดที่จะมาบันทึกภาพที่กำแพงเมืองแห่งนี้ครับ

 

วันที่ 4: < วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม 2563 > Dubrovnik – Drvenik – Sucuraj - Hvar Fortica - Hvar

ออกจากที่พักเวลา 09.00 น. เพื่อเดินทางไปยัง Drvenik ซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง (ระยะทางประมาณ 124 กิโลเมตร) จากนั้นเราจะนั่งเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากไปยัง Sucuraj เพื่อบันทึกภาพอ่าวท่ามกลางน้ำทะเลสีฟ้าสดตัดกับภาพของบ้านเรือนสีแดงท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายถึงเย็นกันที่ Hvar Fortica

หลังจากเก็บภาพแสงเย็นเรียบร้อยแล้ว รับประทานอาหารเย็น และเข้าพักที่เมือง Hvar

 

Drvenik

เป็นเมืองชายฝั่งขนาดเล็กๆ บน Makarska Riviera ทางทิศใต้ของเขตมาคาร์สการ์ ถูกกล่าวถึงว่าครั้งหนึ่งในศตวรรษที่ 13 ในฐานะที่อยู่ท่ามกลางภูเขาบิโอโคโว โดยมีอาคารเก่าแก่ที่สุดในเมือง Drvenik แห่งนี้คือโบสถ์ของนักบุญจอร์จตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 15 ปัจจุบันเมืองแห่งนี้มีประชากรอาศัยอยู่ราว 500 คน ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านการท่องเที่ยว การเกษตรและการประมง ที่นี่มีชายหาดที่สวยงามซึ่งดึงดูดผู้คนในช่วงฤดูร้อน โดยชายหาดส่วนใหญ่ประกอบด้วยต้นสนรายล้อมเป็นจำนวนมาก

 

Hvar Fortica

ฮวาร์ เป็นเกาะในประเทศโครเอเชีย ตั้งอยู่ในทะเลเอเดรียติก นอกชายฝั่งดัลเมเชีย เป็นที่ราบลุ่มอุดมสมบูรณ์ บริเวณลาดเขามีป่าต้นสน ไร่องุ่น สวนมะกอก ทุ่งลาเวนเดอร์ ผลิตผลสำคัญได้แก่ น้ำผึ้ง มะกอก เหล้าองุ่น หินอ่อน โดยมีการทำประมง และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นอาชีพหลักของผู้คนที่นี่ ภูมิอากาศเย็นไม่รุนแรงในฤดูหนาว และอุ่นในฤดูร้อน ในหนึ่งวันมีแสงแดดยาวนานหลายชั่วโมง โดยเกาะแห่งนี้มีประชากรประมาณ 11,100 คน ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโครเอเชีย

 

ในอดีตชาวกรีกเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่เกาะแห่งนี้ราว 400 ปีก่อนคริสต์ศักราช แต่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 7 เกาะแห่งนี้ถูกพวกสลาฟเข้ามาครอบครอง กระทั่งตกเป็นเมืองขึ้นของยูโกสลาเวียภายหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ภายหลังเกาะแห่งนี้ได้รับการประกาศให้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศโครเอเชียเมื่อประเทศได้รับการประกาศเอกราชใน ค.ศ. 1991

 

วันที่ 5: < วันอังคารที่ 13 ตุลาคม 2563 > Hvar – Stari Grad – Split – Cathedral of Saint Domnius – Klis Fortress – Matejuska – Prva Vidilica – Saint Domnius Cathedral – Split

 

หลังจากรับประทานอาหารเช้าช่วง 08.00 น. เราจะพาท่านไปยังท่าเรือ Stari Grad เพื่อขึ้นเรือเฟอร์รี่โดยเรามีจุดหมายที่เมือง Split เมืองเล็กๆ ที่อยู่ใกล้ชายฝั่ง Dalmatian โดยเราจะรับประทานอาหารเที่ยงกันระหว่างอยู่บนเรือ เมื่อถึงจุดหมายท่านจะประทับใจกับภาพของอ่าวซึ่งอยู่ใกล้กับ Cathedral of Saint Domnius จากตรงนี้เราจะพาท่านเก็บภาพแสงเย็นที่มุมสุดแสนโรแมนติกกันที่ Klis Fortress, Matejuska และ Prva Vidilica จากนั้นในช่วงค่ำเราจะอำลาวันแห่งความประทับใจกันที่ Saint Domnius Cathedral

 

สำหรับวันนี้เราจะพักกันที่เมือง Split กันครับ

Split

สปลิท เป็นเมืองชายฝั่งที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของประเทศโครเอเชียและเมืองที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคแดลเมเชีย ตั้งอยู่บนคาบสมุทรเล็กๆ ริมชายฝั่งตะวันออกของทะเลเอเดรียติก มีประวัติความเป็นมาราว 2,500 ปีนับตั้งแต่ยุคกรีก เมืองนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งและเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งภายในภูมิภาค และยังมีระบบขนส่งเชื่อมโยงกับกลุ่มเกาะในทะเลเอเดรียติกและเมืองในคาบสมุทรอิตาลีด้วย

 

Cathedral of Saint Domnius

มหาวิหารเซนต์ Domnius เป็นที่รู้จักในฐานะ Sveti Dujam หรือ Sveti Duje เป็นคริสตจักรในนิกายคาทอลิกแห่งโครเอเชีย โบสถ์แห่งนี้เป็นที่ตั้งของอัครสังฆมณฑลแห่ง Split-Makarska โดยมีผู้นำคือบาทหลวง Marin Barisic มหาวิหารเซนต์คอมนิอุสเป็นโบสถ์ที่สร้างจากหินอ่อนและหินปูนสีขาว โดยได้สถาปัตยกรรมมาจากชาวโรมัน เพื่อใช้สำหรับเป็นสุสานจักรพรรดิแห่งโรมันที่มีหอระฆังอยู่ด้านบน โดยตัวคริสตจักรได้รับการสร้างขึ้นก่อนในช่วงปลายศตวรรษที่ 3 เพื่ออุทิศให้แก่ Virgin Mary และหอระฆังสร้างขึ้นมาในภายหลังในช่วงปี ค.ศ. 1100 โดยอุทิศให้แก่เซนต์ดอมนิอุส และได้รวมกันกลายเป็นมหาวิหารเซนต์ดอมนิอุสนั่นเอง มหาวิหารแห่งนี้สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 7 ถือได้ว่าเป็นโบสถ์ในนิกายคาทอลิกที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังคงมีการใช้งานอยู่ และมีโครงสร้างเดิม โดยไม่ได้รับการบูรณะแต่อย่างใด (แม้ว่าหอระฆังจะได้รับการบูรณะในช่วงปี ค.ศ. 1908) โบสถ์แห่งนี้ได้รับการรังสรรค์จากจิตรกรชาวโครเอเชียประมาณปี ค.ศ. 1220 เพื่อบอกเล่าถึงความเป็นมา โดยประกอบด้วยรูปวาดทั้งหมด 14 ฉากของชีวประวัติของพระเยซูคริสต์นั่นเอง

 

Klis Fortress

ป้อมปราการที่ถูกสร้างขึ้นในยุคกลาง ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้าน Klis ใกล้กับเมือง Split จากจุดเริ่มต้นในฐานะป้อมปราการที่มีขนาดเล็ก ที่ถูกสร้างจากชนเผ่าอิลลิเรียนโบราณ ได้มีการปรับปรุงและบูรณะเรื่อยมาจนมีขนาดใหญ่ในช่วงสงครามออตโตมันในยุโรป ซึ่งป้อมแห่งนี้เป็นป้อมปราการสำคัญที่ปกป้องปราสาทของกษัตริย์โครเอเชียในตอนนั้น ซึ่งในสงครามดังกล่าวทำให้เกิดการสูญเสียเป็นจำนวนมาก และถึงอย่างนั้นชาวโครเอเชียก็สามารถเอาชนะผู้รุกรานได้หลายครั้งตลอดประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่า 2 พันปี เนื่องจากป้อมแห่งนี้ตั้งอยู๋บนทางแยกที่เป็นภูเขา Mosor และ Kozjak ป้อมปราการแห่งนึ้จึงทำหน้าที่เป็นกำแพงสำคัญในการป้องกันการรุกรานของเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการโจมตีของชาวเติร์กที่ในขณะนั้นต้องการล่าอาณานิยมอย่างหนักหน่วง อีกทั้งสถานที่แห่งนี้ยังเป็นจุดเชื่อมต่อที่สำคัญระหว่างแถบเมดิเตอร์เรเนียนและแถบบอลข่านอีกด้วย

 

Matejuska

ท่าเรือขนาดเล็กที่ใช้สำหรับทำการประมงของผู้คนในท้องถิ่น ในอดีตการประมงถือเป็นอาชีพหลักที่เลี้ยงปากท้องของผู้คนในแถบนี้ แต่ปัจจุบันที่นี่ไม่มีการทำประมงเนื่องจากผู้คนต่างอพยพไปทำอาชีพอื่นทดแทน โดยมีการสร้างอนุสรณ์เป็นรูปทรงเบ็ดตกปลาขนาดใหญ่บริเวณริมทะเลเพื่อให้รำลึกว่าในอดีตที่แห่งนี้เคยมีการทำประมงเกิดขึ้น ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ได้กลายเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของนักท่องเที่ยวและผู้คนในละแวกนี้ ซึ่งประกอบไปด้วยร้านอาหารและบาร์เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก

 

Prva Vidilica

เป็นทางเดินและเทอร์เรซที่ยาวเลียบกับชายฝั่งของเมืองสปลิท ที่นี่คุณสามารถถ่ายภาพเวิ้งของอ่าว เขตเมืองเก่า รวมถึงชายฝั่งยามค่ำคืนได้อย่างสวยงามและโรแมนติกด้วยแสงไฟจากเมืองที่สะท้อนบนผิวน้ำทะเลได้แบบ 360 องศาเลยทีเดียว และด้านบนยังมีร้านอาหาร รวมถึงร้านนั่งดื่มเหมาะสำหรับพักผ่อน สำหรับวันที่แสนเหนื่อยล้าได้ดีที่สุดอีกทั้งยังเป็นหนึ่งในสถานที่ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาชมทิวทัศน์ของเมืองยามค่ำคืนเป็นจำนวนมาก

 

วันที่ 6: < วันพุธที่ 14 ตุลาคม 2563 > Split – Prva Vidilica – Trogir – Sibenik – Beach Banj – Zadar – Church of St. Conatus – The Greeting to the Sun – City Night - Zadar

สำหรับวันนี้เราจะตื่นเช้ากันสักนิดครับเพื่อถ่ายรูปแสงเช้ากันที่เมือง Split บนเขา Prva Vidilica จากนั้นกลับมารับประทานอาหารเช้ากันที่โรงแรมในเวลา 09.00 น. ในช่วงสายเราจะไปถ่ายรูปกันที่ Trogir และในช่วงบ่าย เริ่มต้นถ่ายรูปกันที่ Sibenik, ชายหาด Banj

 

จากนั้นเราจะเดินทางไปยัง Zadar ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 10 นาที ด้วยระยะทาง 89 กิโลเมตร เก็บภาพแสงเย็นกันที่โบสถ์ St. Donatus และจุดชมวิว The Greeting to the Sun จบทริปสุดท้ายของวันกันที่แสงเย็นภายในเมือง และเข้าสู่ที่พักโดยวันนี้เราจะพักกันที่เมือง Zadar

 

Trogir

“โทรเจอ” ตั้งอยู่บนชายฝั่ง Adriatic ในเมือง Split ภูมิภาคแดลแมเทีย เมืองแห่งนี้เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ค่อนข้างยาวนานโดยในช่วงศตวรรษที่ 3 ที่นี่เดิมทีเป็นอาณานิคมของชาวกรีกภายหลังได้กลายเป็นเมืองท่าเรือที่สำคัญในสมัยโรมัน เมื่อครั้งที่ Salona (เมืองหลวงของโรมันในช่วงศตวรรษที่ 7) ถูกทำลาย พลเมืองในเมือง Salona ได้อพยพมายังเมือง Togir แห่งนี้ จึงทำให้สถาปัตยกรรมภายในเมืองแห่งนี้มีความผสมผสานระหว่างโรมันและโครเอเชีย ซึ่งหลังจากช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เมือง Togir ได้เข้าร่วมกับโครเอเชีย กระทั่งได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศโครเอเชีย และได้อยู่ภายใต้เขตปกครองแดลแมเทียจนถึงปัจจุบัน

 

เมืองโทรเจอมีประชากรภายในเมืองราว 13,260 คน (ปี ค.ศ. 2011) ในส่วนของเขตเมืองเก่าที่มีสถาปัตยกรรมแบบเวนิสของเมืองได้รับการรับรองโดยองค์กร UNESCO ให้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1997 อีกด้วย

 

Sibenik

เมืองไซเบนิกตั้งอยู่ในกลางเขตแดลเมเทีย มีแม่น้ำ Krka สายสำคัญไหลผ่านภายในเมืองก่อนที่จะไหลลงสู่ทะเลเอเดรียติก Sibenik เป็นศูนย์กลางทางการเมือง การศึกษา การขนส่ง อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว อีกทั้งยังเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของแดลเมเทีย โดยมีชนพื้นเมืองของโครเอเชียที่เก่าแก่ที่อาศัยอยู่

 

เดิมทีเมืองนี้ได้รับการก่อตั้งโดยชาวโครเอเชีย แตกต่างจากเมืองอื่นที่จะมีชาวกรีก ชาวอิลลิเรียนและชาวโรมันเป็นผู้บุกเบิก ดังนั้นเมืองนี้จึงเป็นเมืองหนึ่งมีความเก่าแก่ที่สุดของชาวโครเอเชีย ซึ่งมีหลักฐานพิสูจน์ได้จากปราสาทเซนต์ไมเคิลที่ก่อตั้งก่อนที่ชาวโครเอเชียจะมาอาศัยอยู่ ซึ่งในอดีตเคยเป็นที่ประทับของกษัตริย์โครเอเชียนามว่า Petar Kresimir IV (กษัตริย์ปีทาร์ ครีซิเมอร์ที่ 4) ด้วยเหตุนี้เมือง Sibenik จึงถูกเรียกกันว่า “Kresimirov Grad” หรือเมืองแห่ง Kresimir นั่นเอง

 

Beach Banj

หาด Banj หรือ Banje เป็นชายหาดที่อยู่เลียบถนนในเขตเมืองเก่าของ Dalmatia ตอนใต้ ในช่วงฤดูร้อนนักท่องเที่ยวจะนิยมมาอาบแดดและเล่นกิจกรรมทางน้ำกันอย่างครึกครื้น เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ยอดนิยมที่สุดในแถบเมดิเตอร์เรเนียน จากชายหาดคุณจะสามารถมองเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามของเมืองเก่า Dubrovnik และเกาะ Lokrum ได้ ซึ่งน้ำทะเลที่นี่ยังเป็นสีฟ้าคราม ตัดกับสีส้มอิฐของเมืองอย่างสวยงามและลงตัว

 

Zadar

เป็นเมืองใหญ่อันดับที่ห้าของประเทศโครเอเชีย ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ติดกับทะเลเอเดรียติกในภูมิภาคดัลเมเทีย มีอายุเก่าแก่ประมาณ 2,800 ปี ในอดีตเป็นเมืองท่าทางทะเลที่สำคัญแห่งหนึ่งของทะเลเอเดรียติกและเป็นที่ช่วงชิงของหลายอาณาจักรเพื่อครองความได้เปรียบของการค้าทางทะเลในบริเวณนี้ ในช่วงสาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย ซาดาร์ได้รับการพัฒนาให้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่โดดเด่นแห่งหนึ่งของฝั่งทะเลเอเดรียติก และแม้ปัจจุบันนี้หลังโครเอเชียได้แยกตัวออกมาเป็นประเทศเอกราชจากยูโกสลาเวียเมื่อต้นทศวรรษที่ 90 ซาดาร์ก็ยังคงเป็น 1 ในแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

 

Church of St. Donatus

โบสถ์แห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณเดียวกันกับโรมันฟอรัม (ลานประชุมกลางเมือง) ซึ่งเป็นโบสถ์ไบเซนไทน์ที่ใหญ่ที่สุดในแดลเมเทีย ซึ่งถูกสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 9 โดยตัวอาคารนั้นสร้างแบบหลังคาทรงกลม มีความสูง 27 เมตร ใช้ในงานสำหรับพิธีกรรมทางศาสนา ปัจจุบันได้กลายเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเมืองซาดาร์ ที่นักท่องเที่ยวจะต้องไม่พลาดเข้ามาชมเมื่อมาเมืองแห่งนี้ โดยสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่ท่านบิชอปซาดาร์และนักการทูต Donat

 

The Greeting to the Sun

The Greeting to the Sun หรืออีกชื่อ Monument to the Sun เป็นอนุสรณ์สถานของเมืองซาดาร์ที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่ดวงอาทิตย์ ประกอบด้วยแผ่นโซลาร์เซลล์จำนวน 300 แผ่น วางอยู่ระดับเดียวกันเป็นรูปทรงกลม มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 22 เมตร ในช่วงกลางวันแผ่นเหล่านี้จะเก็บกักพลังงานเอาไว้ เมื่อถึงช่วงกลางคืนจะมีแสงส่องออกมาหลากหลายสี ชาวโครเอเชียเชื่อว่าเป็นการสื่อสารกับธรรมชาติโดยมีวัตถุประสงค์ในการใช้แสงเป็นอวัยวะแห่งท้องทะเลแทนการสื่อสารด้วยเสียง อนุสรณ์สถานแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 2008 โดยมีกำหนดเปิดใช้งานราว 50 ปีก่อนที่แผงโซลาร์เซลล์จะเสื่อมสภาพลง

วันที่ 7: < วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม 2563 > Zadar - Plitvicka Jezera National Park – Big Waterfall - Sastavci Waterfall – Milanovacki Slap – Big Cascades - Plitvica Selo

 

หลังจากรับประทานอาหารเช้ากันเรียบร้อยแล้ว เราจะออกเดินทางไปเยี่ยมชมและบันทึกภาพธรรมชาติสุดแสนอลังการกันที่อุทยานแห่งชาติ Plitvicka Jezera โดยที่นี่มีน้ำตกและธรรมชาติสุดแสนงดงามให้เราไปเยี่ยมชม โดยเริ่มต้นที่ Big Waterfall, Sastavci Waterfall น้ำตกสีมรกตท่ามกลางขุนเขาด้วยความสูงกว่า 78 เมตร และมีระดับชั้นไล่เรียงอย่างสวยงาม, Milanovacki Slap และ Big Cascades ให้เราได้บันทึกภาพและเพลิดเพลินตลอดในช่วงบ่ายนี้

 

หลังจากถ่ายภาพขุนเขาและเพลิดเพลินกับธรรมชาติเรียบร้อยแล้ว เราจะกลับมารับประทานอาหารและเข้าพักที่ Plitvica Selo

 

Plitvicka Jezera National Park

อุทยานแห่งชาติ Plitvicka เป็นอุทยานที่ประกอบด้วยทะเลสาบและน้ำตกเป็นจำนวนมาก เป็นหนึ่งในสถานที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่ที่สุดในโครเอเชีย ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกจากองค์กร UNESCO ในปี ค.ศ. 1979 อุทยานแห่งชาตินี้ได้ก่อตั้งชึ้นในปี ค.ศ. 1949 ซึ่งอยู่ท่ามกลางหุบเขาแบบหินปูนในพื้นที่เขตภาคกลางของประเทศ ระหว่างชายแดนบอสเนียและเฮอร์เซ มีพื้นที่ประมาณ 296.85 ตารางกิโลเมตร (73,350 เอเคอร์) ร้อยละ 90 ของพื้นที่ตั้งอยู่บนมลทล Lika-Senj และร้อยละ 10 ของพื้นที่เป็นส่วนหนึ่งของรัฐ Karlovac ในอุทยานแห่งชาตินี้มีทะเลสาบทั้งหมด 16 แห่งด้วยกัน ซึ่งกระจายอยู่ตามส่วนต่างๆ ของพื้นที่ โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มทะเลสาบตอนบนทั้งหมด 12 แห่ง และกลุ่มทะเลสาบทางตอนล่างประกอบด้วยทะเลสาบ 4 แห่ง ทะเลสาบทั้งหมดนี้เกิดจากการกัดเซาะของน้ำที่ไหลมาจากภูเขาที่ระดับความสูง 636 เมตร ก่อให้เกิดเป็นน้ำตกและทะเลสาบอีกจำนวนมากมายที่รองรับปริมาณน้ำจำนวนมหาศาลในแต่ละวัน น้ำในทะเลสาบมีความโดดเด่นตั้งแต่สีฟ้า สีเขียว สีเทา หรือสีน้ำเงิน ซึ่งสีของทะเลสาบที่เกิดขึ้นเหล่านี้ขึ้นอยู่กับปริมาณของแร่ธาตุหรือสิ่งมีชีวิตและมุมของแสงแดดที่หักเหทำให้เกิดการสะท้อนบนผิวน้ำที่แตกต่างกันออกไป

 

Big Waterfall

น้ำตกที่สูงและใหญ่ที่สุดในอุทยานแห่งชาติ Plitvice มีอีกชื่อเรียกคือ Veliki Slap ในภาษาโครเอเชีย มีความสูงอยู่ที่ 78 เมตร ตั้งอยู่ปลายสุดของทะเลสาบตอนล่าง โดยน้ำตกแห่งนี้ได้รับน้ำจาก Plitvica Potok ถือว่าเป็นน้ำตกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในบรรดาน้ำตกทั้งหมดของอุทยาน น้ำตกแห่งนี้เกิดจากการกัดเซาะของน้ำจากทะเลสาบบนภูเขา กระทั่งเกิดเป็นชั้นหินและแม่น้ำที่ทอดตัวไปไกลกว่า 3 กิโลเมตรทางตะวันตก

 

Sastavci Waterfall

หนึ่งในน้ำตกที่มีความสวยงาม มีความสูง 25 เมตร รองรับน้ำจากแม่น้ำ Korana เป็นส่วนหนึ่งของน้ำตก Veliki Slap

 

Milanovacki Slap

น้ำตกที่มีความสูง 10 เมตร ตั้งอยู่ระหว่าง Kozjak Lake และ ทะเลสาบ Molanovacko Jezero หากเดินมาจากทางตอนใต้ของทะเลสาบเราจะได้มองเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามของน้ำตกและทะเลสาบรวมอยู่ด้วยกัน ทะเลสาบบริเวณนี้จะมีสีเทอควอยส์และสามารถมองเห็นได้ถึงก้นของทะเลสาบที่มีความลึกมากถึง 47 เมตร

 

วันที่ 8: < วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2563 > Plitvica Selo - Veliki Prstavac – Galovacki Buk – Proscansko Jezero – Pula Arena - Premantura

หลังจากรับประทานอาหารเช้าในช่วง 07.00 น. กันเรียบร้อยแล้ว เราจะเดินทางไปเก็บภาพธรรมชาติกันต่อที่น้ำตก Veliki Prstavac น้ำตกที่เหมือนมีน้ำผุดขึ้นมาจากก้อนหิน ท่ามกลางทะเลสาบสีเขียวมรกต, Galovacki Buk แอ่งน้ำตกที่เงียบสงบ และปิดท้ายความประทับใจกันที่ Proscansko Jezero บนทางเดินไม้สุดแสนโรแมนติก

 

ในช่วงบ่ายเราจะเดินทางกันต่อเพื่อไปที่ Pula Arena โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 30 นาที ด้วยระยะทางกว่า 280 กิโลเมตร วันนี้เราจะเดินชมบรรยากาศรอบๆ สนามกีฬาและร่วมบันทึกภาพแสงเย็นที่สนามกีฬาสถาน Pula จากนั้นเข้าสู่ที่พักที่เมือง Premantura เพื่อพักผ่อน เก็บแรงและร่วมเดินทางกันต่อในวันรุ่งขึ้นครับ

 

Veliki Prstavac

น้ำตกที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของอุทยานแห่งชาติ Plitvice มีความสูง 28 เมตร อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของทะเลสาบ Gradinsko Jezero ที่มีความลึก 10 เมตร

 

Galovacki Buk

มีความสูง 16 เมตร ตั้งอยู่ใจกลางในกลุ่มทะเลสาบตอนบน (Upper Lake) เป็นน้ำตกที่อยู่บริเวณทะเลสาบ Galovac ที่มีความลึกมากถึง 25 เมตร ในอดีตน้ำตกแห่งนี้มีความกว้างและสูงกว่าที่เห็นในปัจจุบัน แต่เนื่องจากแนวเขตต้นไม้ที่ถูกแรงน้ำชะล้างบริเวณหน้าดิน ทำให้ต้นไม้เกิดจากหักโค่นและแนวก้อนหินร่วงหล่นลงสู่ทะเลสาบ จนมีสภาพของน้ำตกที่เราได้เห็นกันครับ

 

Proscansko Jezero

ทะเลสาบที่เกิดขึ้นเป็นอันดับแรก บนความสูง 638 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นทะเลสาบที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 จากทั้งหมด 16 แห่งในบริเวณเขตอุทยาน ครอบคลุมพื้นที่ 69 เฮกเตอร์ (ประมาณ 890 ตารางเมตร) มีความลึกเฉลี่ย 37 เมตร ด้วยความลึกที่ค่อนข้างมากจึงทำให้น้ำในทะเลสาบมีสีเขียวเข้ม บริเวณรอบทะเลสาบประกอบด้วยป่าสนและป่าผลัดใบ ซึ่งในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจะทำให้ทะเลสาบแห่งนี้ดูสวยงามมากขึ้นจากใบไม้ที่ร่วงหล่นเป็นผืนพรมบนน้ำนั่นเอง

 

Pula

เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาค Istria ของโครเอเชีย มีประชากรประมาณ 57,460 คน (จากการสำรวจในปี ค.ศ. 2011) เมืองนี้เป็นที่รู้จักกันดีเนื่องจากได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมของโรมันโบราณ อันจะได้เห็นได้จากอาคารและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ซึ่งสถานที่ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในเมืองนี้คือ สนามกีฬา Pula เป็นหนึ่งในสนามกีฬาของโรมันที่ได้รับการอนุรักษ์ให้คงสภาพเดิมได้มากที่สุด นอกจากนั้นเมือง Pula ยังมีไวน์เลิศรสจากประเพณีประจำเมือง และการประมงด้วยการตกปลามายาวนาน รวมถึงการต่อเรือ และการเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ อีกทั้งเมือง Pula ยังเป็นศูนย์กลางการบริหารของแหลมอิสเตรียตั้งแต่สมัยโรมันโบราณจนกระทั่งถูก Pazin (เมืองในเขตตะวันตกของโครเอเชีย) เข้ามาแทนที่ในปี ค.ศ. 1991

 

Pula Arena

สร้างขึ้นในยุคโรมันเรืองอำนาจ (ช่วงก่อนคริสตกาล) เป็นสนามกีฬา 1 ใน 6 ที่ยังหลงเหลืออยู่บนโลก ด้วยสถาปัตยกรรมแบบโรมันโบราณจึงได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี ผนังด้านนอกของสนามกีฬาสร้างขึ้นมาจากหินปู มีความสูงราว 29.40 เมตร ผนังด้านในมีความสูง 32.45 เมตร สนามกีฬาแห่งนี้รองรับผู้ชมได้ 23,000 คน มีจุดประสงค์เพื่อใช้สำหรับเป็นสนามประลองกำลังของเหล่าทหารกล้า ซึ่งมีการใช้งานเรื่อยมาจนกระทั่งศตวรรษที่ 5 เมื่อจักรพรรดิฮอนดริอุส สั่งห้ามทำการต่อสู้แบบนักรบ แต่เปลี่ยนมาใช้นักโทษให้เข่นฆ่ากันเอง รวมถึงสัตว์ป่าต่อสู้กับมนุษย์เป็นเหมือนกีฬาชนิดหนึ่งในสมัยนั้น ภายหลังในช่วงศตวรรษที่ 5 หินบริเวณสนามกีฬาถูกขโมยโดยประชาชนในท้องถิ่นเรื่อยมาจนกระทั่ง ศตวรรษที่ 13 ผู้แห่งแคว้นอากีเลียมีคำสั่งห้ามไม่ให้มีการขนย้ายสิ่งใดออกจากสนามกีฬา และมีการเริ่มต้นบูรณะสนามกีฬาแห่งนี้ในปี ค.ศ. 1816 โดยนายพลออกุสต์ เดอมาร์มงต์ ผู้ถือตำแหน่งผู้ปกครองอิลลิเรียน จนกระทั่งปี ค.ศ. 1932 การบูรณะได้เสร็จสิ้นลงและมีการปรับให้เป็นโรงละครและสถานประกอบพิธีการของทหารและการประชุมสาธารณะซึ่งรองรับคนได้ราว 20,000 คน ปัจจุบันสนามกีฬาแห่งนี้ได้ใช้เป็นสถานที่สำหรับจัดคอนเสิร์ต รวมถึงใช้ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง TITUS อีกด้วย

 

วันที่ 9: < วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม 2563 > Premantura - Zagreb – Lotrscak Tower – Zagreb 360 ° Observation deck and event venue - Zagreb

หลังจากรับประทานอาหารเช้ากันเรียบร้อยแล้ว วันนี้เราจะเดินทางไปที่ Zagreb กันต่อ โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง ด้วยระยะทาง 266 กิโลเมตร ในช่วงบ่ายเราจะไปถ่ายรูปกันที่หอคอย Lotrscak Tower เพื่อบันทึกภาพเมือง Zagreb แบบ 360 องศา ยาวไปจนถึงเก็บภาพแสงเย็นกันที่ Zagreb 360 ° Observation Deck and event venue

 

หลังจากถ่ายภาพแสงเย็นเรียบร้อยแล้ว เราจะเข้าสู่ที่พักโดยวันนี้เราพักกัน ในเมือง Zagreb ครับ

 

Zagreb

ซาเกร็บเป็นเมืองหลวงของประเทศโครเอเชีย ในปี พ.ศ. 2548 เมืองนี้มีจำนวนประชากร 973,667 คน มีที่ตั้งอยู่ในบริเวณระหว่างเนินทางใต้ของภูเขาเมดเวดนีตซา (Medvednica) กับฝั่งเหนือของแม่น้ำซาวา (Sava) มีความสูงของพื้นที่ 120 เมตรจากระดับน้ำทะเล ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมของเมืองนี้คือ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของที่ราบแพนโนเนีย ซึ่งเชื่อมโยงไปยังบริเวณเทือกเขาแอลป์ เทือกเขาไดนาริกแอลป์ ทะเลเอเดรียติก และภูมิภาคแพนโนเนีย ทำให้สามารถติดต่อและคมนาคมขนส่งกับภูมิภาคยุโรปกลางกับทะเลเอเดรียติกได้อย่างดีมาก

 

จากความเหมาะสมทำให้เมืองนี้ได้รับการให้เป็นศูนย์กลางการขนส่ง อุตสาหกรรม และสถาบันวิจัยทางวิทยาศาสตร์ กระทั่งเป็นพื้นฐานที่ทำให้เมืองนี้เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ซาเกร็บยังเป็นศูนย์กลางการปกครอง การบริหาร และเป็นที่ตั้งของกระทรวง หน่วยงานราชการต่างๆ ของประเทศอีกด้วย

 

Lotrscak Tower

สร้างขึ้นเพื่อป้องกันประตูทางตอนใต้ของกำแพงเมือง Gradec หอคอย Lotrščak (Kula Lotrščak) มีขึ้นในศตวรรษที่ 13 และเป็นจุดสังเกตที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดแห่งหนึ่งของซาเกร็บ ตำนานเล่าว่าหอ Romanesque ขนาดใหญ่รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสนี้เคยมีเสียงระฆังดังขึ้นในแต่ละคืนก่อนที่จะปิดประตูเพื่อเตือนชาวนอกกำแพงเพื่อกลับมา (คนที่เหลืออยู่จะต้องอยู่ที่นั่นในตอนกลางคืน) ในศตวรรษที่ 19 ชั้นที่สี่และหน้าต่างถูกเพิ่มเข้าไปในหอคอยและมีปืนใหญ่วางอยู่บนหลังคาซึ่งถูกยิงทุกวันตอนเที่ยง ผู้เข้าชมสามารถเดินขึ้นด้านบนหอคอยเพื่อชมทัศนียภาพอันงดงามของเมืองและเยี่ยมชมแกลลอรี่นิทรรศการและร้านขายของที่ระลึกได้

 

Zagreb 360 ° Observation Deck and event venue

ร่วมชมวิวเมืองซาเกร็บแบบ 360 องศาได้ที่หอคอยแห่งนี้ครับ ที่นี่เป็นหอสังเกตการณ์และสถานที่จัดกิจกรรมของเมือง โดยมีนักท่องเที่ยวนิยมมาชมทิวทัศน์ของเมืองมากที่สุดแห่งหนึ่งของซาเกร็บ หอชมวิวตั้งอยู่ในกลางเมืองบนจัตุรัส Ban Jelacic ชั้นที่ 16 ของตึก Zagreb 360° บนตึกนี้เราจะได้เห็นวิวเมืองทั้งเมืองเลยก็ว่าได้ ทั้งจัตุรัส Ban Jelacic Kaptol, Gradec เมืองตอนบนและตอนล่างทั้งหมด รวมถึงสถาปัตยกรรมทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจหลายแห่ง ในวันที่อากาศสดใสคุณจะสามารถมองเห็นไปได้ไกลถึงสโลวาเนียเลยทีเดียว

 

วันที่ 10: < วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2563 > Zagreb – St. Mark Church – Shopping – Ilica Park – Zagreb (Croatia) – Istanbul Ataturk (Turkey)

วันสุดท้ายของการเที่ยวชมโครเอเชีย วันนี้เราจะออกไปถ่ายรูปโบสถ์ St. Mark กันในช่วง 06.00 น. เพื่อถ่ายแสงเช้าและกลับมารับประทานอาหารเช้ากันเวลา 09.00 น. ในเวลา 11.00 น. เราจะทำการ Check out จากโรงแรมและฝากสัมภาระไว้เพื่อเดินทางไปเที่ยวในเมืองเพื่อซื้อของฝาก หรือบันทึกภาพบรรยากาศภายในเมืองในช่วงเที่ยง

 

จากนั้นกลับมารับสัมภาระที่โรงแรม เตรียมตัวเดินทางกลับโดยสายการบิน Turkish Airlines เที่ยวบินที่ TK1056 เดินทางจาก Zagreb (Croatia) – Istanbul Ataturk (Turkey) เวลาเครื่องออก 20.15 น. เดินทางถึงเมืองอิสตันบูลเวลา 23.55 น. และต่อเครื่องที่เมืองอิสตันบูล ด้วยสายการบิน Turkish Airlines เที่ยวบินที่ TK68 เวลาเครื่องออก 01.25 น. ของวันที่ 19 ตุลาคม 2563 เดินทางถึงประเทศไทยเวลา 15.00 น. รวมระยะเวลาเดินทางทั้งหมด 14 ชั่วโมง 10 นาที

 

วันที่ 11: < วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม 2563 > Istanbul Ataturk (Turkey) - Suvarnabhumi Airport, Bangkok

เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ เวลาท้องถิ่น 15.00 น. ในวันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม 2563

 รายละเอียดค่าบริการ และ การชำระเงิน

อัตราค่าบริการ: ุ62,000 บาท/ท่าน (สามารถแบ่งชำระได้ 3 งวด)
พิเศษ!!! สำหรับลูกค้าเก่า Foto Journey เพียง 58,900 บาท/ท่าน เท่านั้น

***ราคานี้ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบิน, ค่าดำเนินการทำวีซ่า, ค่าอาหารเช้า 3 มื้อ, กลางวัน และ เย็น***

เงื่อนไขการจองและการชำระเงิน:

ณ วันที่จอง : ชำระมัดจำงวดแรก 20,000 บาท
ภายในวันที่ 25 กรกฎาคม 2563 : ชำระมัดจำงวดที่สอง 25,000 บาท
ภายในวันที่ 25 สิงหาคม 2563 : ชำระส่วนที่เหลือทั้งหมด
***โดยบริษัทถือลำดับการชำระเงิน เป็นสำคัญ ในการยืนยันสิทธิ์การเดินทาง***
***สำหรับลูกค้าที่เดินทางท่านเดียว ทางบริษัทจะจัดหารูมเมทให้โดยไม่จำเป็นต้องชำระค่าใช้จ่ายสำหรับพักเดี่ยวแต่อย่างใด**

 

ค่าบริการนี้รวม:

- ค่าที่พักตลอดการเดินทาง (พักห้องคู่)
- ค่าอาหารเช้า 5 มื้อ
- ค่าเข้าเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆที่ระบุไว้ในโปรแกรม
- ค่ายานพาหนะ, น้ำมัน, ที่จอดรถ, ทางด่วนและอื่นๆ ที่ใช้ในการเดินทาง
- บริการถ่ายภาพและสอนการถ่ายภาพตลอดการเดินทาง
- ค่าประกันภัยการเดินทางอุบัติเหตุ วงเงินรวมสูงสุด 2,000,000 บาท เงื่อนไขตามรายละเอียดในกรมธรรม์

 

ค่าบริการนี้ไม่รวม:

- ตั๋วเครื่องบิน
- ค่าดำเนินการทำวีซ่า
- ค่าอาหารเช้า  มื้อ, กลางวัน และเย็น
- ค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่นๆ นอกเหนือรายการ เช่น ค่าเครื่องดื่ม มินิบาร์ ค่าโทรศัพท์ ค่าซักรีด เป็นต้น
- ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดการณ์
 

การชำระเงินค่าเดินทาง :
สามารถโอนเงินเข้าบัญชี
ธ.กสิกรไทย    เลขที่บัญชี 037-2-57628-6 หรือ

ธ.ไทยพาณิชย์  เลขที่บัญชี 408-825346-9 


ชื่อบัญชี บริษัท โฟโต้ เจอร์นี่ จำกัด
หลังจากโอนเงินแล้ว กรุณาส่งใบโอนเงินไปที่ 

Line@: @FotoJourney หรือ

คลิก! Line : https://lin.ee/62Sr8ZV หรือ 

Inbox Facebook: FotoJourneyTH 

ข้อมูลและลักษณะของทริปที่สำคัญ

- ทริปนี้มีลักษณะเป็น Photo Trip จะเน้นถ่ายรูปแสงเช้า แสงเย็น เป็นหลัก ดังนั้น แผนเดินทางอาจจะมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อให้ทุกท่านได้ถ่ายภาพตามให้มากที่สุด
- ยานพาหนะ มีข้อจำกัดเรื่องต้องเก็บสัมภาระพร้อมการเดินทาง จึงขอความกรุณานำกระเป๋าขนาดใหญ่ไม่เกิน 26 นิ้วต่อ 1 ท่าน และ กระเป๋าหิ้วน้ำหนักไม่เกิน 7 กก ต่อ 1 ท่าน

- ทริปนี้ค่าใช้จ่ายไม่ได้รวมค่าอาหารไว้ (ยกเว้นอาหารมื้อเช้าที่ทางบริษัทบริการจัดไว้ให้ 5 มื้อ)  และเนื่องจากการเดินทางเป็นแบบ Photo Trip ในส่วนของลักษณะการรับประทานอาหารจะเป็นแบบ รับประทานที่ร้านอาหาร, การซื้อมาจาก Supermarket, รวมถึง Fast Food 
- การทำวีซ่า ทางเราจะช่วยอำนวยความสะดวกเรื่องเอกสารใบสมัครและแผนการเดินทาง เพื่อประกอบการยื่นขอวีซ่า ซึ่งจะนัดหมายกันอีกครั้ง ประมาณ 2 - 3 เดือนก่อนวันเดินทาง

- Photo Specialist จะเป็นผู้ขับรถตลอดทั้งทริป และช่วงเวลาที่ระบุในทริปเป็นช่วงที่พระอาทิตย์ตก 4 ทุ่มของทุกวัน ดังนั้นอาจจะมีการปรับเปลี่ยนโปรแกรมตามความเหมาะสมเพื่อให้ทั้ง Photo Specialist และ ผู้ร่วมทริปมีเวลาพักผ่อนเพียงพอ และคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก
- บริการจัดการจองตั๋วเครื่องบิน

กรณีให้ Foto Journey (FJ) ออกบัตรโดยสาร จะเป็นการจองที่นั่งบัตรโดยสารผ่านระบบ GDS ( Global Distribution System ) มีระยะเวลาในการออกบัตรโดยสาร (โอนเงินค่าตั๋วฯ) ภายใน 48-72 ชั่วโมง 

ซึ่งต่างจากราคาบนหน้าเว็ปไซด์ ที่เป็น Real Time Rate ที่ขึ้น-ลง ตามสายการบิน 

โดยรับบริการจองตั๋วเครื่องบิน ตั้งแต่วันที่ทริปนั้นยืนยันการออกเดินทาง จนถึง 30 วันก่อนกำหนดวันเดินทางในทริปนั้นๆ

 

ข้อมูลที่จำเป็น ในการสำรองที่นั่ง ผ่านระบบ GDS  

1.ชื่อ - นามสกุล ตามหน้าหนังสือเดินทาง

2.Frequent Flyer Number หรือบัตรสะสมไมล์ 

3.ระบุที่ั่นั่งที่ต้องการ เช่น ริมทางเดิน ริมหน้าต่าง อาจมีค่าใช่จ่ายเพิ่มขึ้นตามเงื่อนไขของสายการบิน 

4.หลังจากสำรองที่นั่งแล้ว ทาง Foto Journey (FJ) จะแจ้งราคาบัตรโดยสารที่ไม่มีธรรมเนียมค่าบริการ

5.สมาชิกโอนเพื่อออกบัตรโดยสารภายในวันเวลาที่กำหนด เพื่อป้องกัน ฺBooking จะ Auto Cut 

6.กรณีโอนเงินไม่ทันตามกำหนด และมีการสำรองที่นั่งใหม่ อาจมีราคาที่เท่าเดิม หรือ สูงขึ้นกว่าเดิม ขึ้นอยู่กับสถานะของที่นั่งในช่วงเวลานั้น ๆ


เงื่อนไขการยกเลิกทริป

กรณีที่ลูกค้าไม่สะดวกเดินทางและมีความจำเป็นต้องยกเลิกการเดินทาง และมีการยกเลิกการเดินทาง

ยกเลิกก่อนวันเดินทาง 90 วัน หัก 25,000 บาท

ยกเลิกก่อนวันเดินทาง 45-90 วัน หัก 38,000บาท

ยกเลิกก่อนวันเดินทาง 15-45 วัน หัก 45,000 บาท

ยกเลิกก่อนวันเดินทาง 15 วัน ไม่สามารถคืนเงินได้ยกเว้นเงินรีฟันด์ตั๋วเครื่องบินให้ลูกค้าตามเงื่อนไขของสายการบินนั้นๆ

หมายเหตุ : ในกรณีที่ค่าทริปรวมตั๋วเครื่องบิน บริษัทจะทำการคืนเงินรีฟันด์ตั๋วเครื่องบินให้ลูกค้าตามเงื่อนไขของสายการบินนั้นๆ

ในกรณีที่ประเทศที่ไปต้องมีการของวีซ่า การยกเลิกทริปเนื่องจากลูกค้ายื่นวีซ่าไม่ผ่านหลังจากชำระมัดจำทริปแล้ว ให้ใช้เงื่อนไขเดียวกับการยกเลิกทริปโดยลูกค้า แนะนำให้ลูกค้าหลังจากจองทริปไปแล้วควรไปขอวีซ่าแต่เนิ่นๆ เพื่อที่จะเมื่อเกิดปัญหาเรื่องวีซ่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ง่ายกว่าการขอวีซ่าแบบกระชั้นชิด

กรณีที่บริษัทฯ ยืนยันการออกเดินทางแล้ว ทางบริษัทฯ ขอสงวนสิทธ์ในการเก็บค่าใช้จ่ายตามที่ระบุไว้

กรณีที่ท่านยกเลิกการเดินทาง และ มีผลทำให้คณะเดินทางไม่ครบตามจำนวนที่บริษัทฯกำหนด เนื่องจากเกิดความเสียหายต่อบริษัทฯ และ ผู้เดินทางท่านอื่นๆที่เดินทางในคณะเดียวกัน บริษัทฯต้องนำไปชำระค่าเสียหายต่างๆที่เกิดจากการยกเลิกของท่าน


ความรับผิดชอบ และ เงื่อนไขอื่นๆ​

ในกรณีที่ทริปต้องถูกยกเลิกการเดินทาง ด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ เช่น เกิดการก่อการร้าย เกิดความไม่สงบ เกิดการประท้วง เกิดจากภัยธรรมชาติทำให้ไม่สามารถเดินทางได้ หรือเหตุอื่นๆที่ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัย โดยถือว่าการตัดสินใจยกเลิกการเดินทางเป็นสิทธิ์ขาดของทางบริษัท ทางบริษัทยินดีที่จะคืนค่าทริปที่ลูกค้าจ่ายมาทั้งหมด ยกเว้นค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก หรืออื่นๆที่มีการดำเนินการชำระเงินไปแล้ว
บริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบใดๆ ที่เกิดจากความล่าช้าของสายการบิน เหตุการณ์ทางการเมือง การปฏิเสธการเข้าเมือง การโดนกักตัว หรือถูกส่งตัวกลับ ความเสียหายหรือสูญหายของกระเป๋าเดินทาง กระเป๋าใบเล็ก หรือของมีค่าส่วนตัวของท่านระหว่างการเดินทาง โดยสิทธิประโยชน์ของท่านจะได้รับตามกรมธรรม์ประกันการเดินทางที่ระบุความรับผิดชอบไว้เท่านั้น ทั้งนี้ บริษัทฯ จะยืดถือผลประโยชน์ของลูกค้าเป็นสําคัญ แต่ไม่สามารถคืนเงินค่าทริปให้ท่านได้
และหากเกิดเหตุสุดวิสัยดังต่อไปนี้ ทางบริษัทไม่อาจรับผิดชอบต่อความเสียหายต่างๆ ที่อยู่เหนือการควบคุมของเจ้าหน้าที่บริษัทฯ อาทิ
o การนัดหยุดงาน การจลาจล เปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาในตารางบิน ภัยธรรมชาติ ฯลฯ หรือค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เกิดขึ้น ทั้งทางตรง หรือทางอ้อม เช่น การเจ็บป่วย การถูกทำร้าย การสูญหาย ความล่าช้า หรือ จากอุบัติเหตุต่างๆ ฯลฯ
o การตอบปฏิเสธการเข้าและออกเมืองของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าหรือออกเมือง อันเนื่องมาจากมีสิ่งผิดกฏหมาย หรือเอกสารการเดินทางไม่ถูกต้อง หรือการถูกปฏิเสธในกรณีอื่นๆ
o  การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากสายการบินเช่น การยกเลิกเที่ยวบิน / เครื่องดีเลย์ / กระเป๋าสัมภาระมาไม่ครบ / การขึ้นราคาค่าตั๋วเครื่องบิน เป็นต้น
o บริษัทฯ มีสิทธ์ที่จะเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบางประการในทัวร์นี้ เมื่อเกิดเหตุสุดวิสัยจนไม่อาจแก้ไขได้
o หากท่านถอนตัวก่อนรายการท่องเที่ยวจะสิ้นสุดลง ทางบริษัทฯ จะถือว่าท่านสละสิทธิ์และจะไม่รับผิดชอบค่าบริการที่ ท่านได้ชำระไว้แล้ว ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น
o บริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบต่อการห้ามออกนอกประเทศ หรือ ห้ามเข้าประเทศ อันเนื่องมาจากมีสิ่งผิดกฎหมาย หรือ เอกสารเดินทางไม่ถูกต้อง หรือ การถูกปฏิเสธในกรณีอื่น
o กรณีเกิดความผิดพลาดจากตัวแทน หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนมีการยกเลิก ล่าช้า เปลี่ยนแปลง การบริการจาก สายการบิน บริษัทขนส่ง หรือ หน่วยงานที่ให้บริการ บริษัทฯ จะดำเนินโดยสุดความสามารถที่จะจัดบริการทัวร์อื่น ทดแทนให้ แต่จะไม่คืนเงินให้ สำหรับค่าบริการนั้นๆ
o มัคคุเทศก์ พนักงาน และตัวแทนของบริษัท ฯ ไม่มีสิทธิ์ในการให้คำสัญญาใดๆ ทั้งสิ้นแทนบริษัทฯ นอกจากมีเอกสาร ลงนามโดยผู้มีอำนาจของ
บริษัทฯ กำกับเท่านั้น

  • White Facebook Icon
  • White Instagram Icon
  • White YouTube Icon

Foto Journey Co., Ltd

ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว เลขที่ 11/09199