"Complete your frame....

with a great Journey"

" Incredible Grand Rajastan & Camel Festival " 

 

FOTO JOURNEY ยินดีพาท่านไปชม “ดินแดนแห่งพระมหากษัตริย์” เจาะลึกเรื่องราวมรดกราชวงศ์แห่งรัฐราชสถาน …..ค้นพบพระราชวัง วัด และคฤหาสน์ที่วิจิตรงดงาม …. ตื่นตากับภาพมุมสูงเหนือนครชัยปุระ
เมืองสีชมพู…..เมืองสีฟ้า และเก็บภาพ อลังการงาน เทศกาลอูฐ แห่งเมือง พุชการ์ เมืองศักดิ์สิทธิ์กลางขุนเขา


และที่สำคัญเราจะพาทุกท่านไปถ่ายรูปในหลายประสบการณ์ หลากเทคนิค โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านการภาพถ่าย (Photo Specialist) สอนถ่ายภาพตั้งแต่ระดับพื้นฐาน คอยแนะนำเทคนิค, มุมมอง, องค์ประกอบภาพ รวมถึงการให้คำปรึกษาวิเคราะห์ภาพที่ถ่ายอย่างเป็นกันเอง และ เข้มข้น

HIGHLIGHT:

  • 'จัยปูร์' (JAIPUR) หรือ ชัยปุระ เมืองสีชมพู เพชรเม็ดงามแห่งอินเดีย ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวแห่งอดีตอันยิ่งใหญ่
     

  • ‘จ๊อดปูร์’ (JODHPUR) หรือ จ๊อดปุระ เมืองสีฟ้า สาเหตุที่ชุมชนนี้ทาสีบ้านเป็นสีฟ้าเนื่องจากมีความเชื่อว่า สีฟ้าเป็นสีของพระศิวะ เป็นสีที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นสีที่แทนวรรณะพราหมณ์ด้วย และอีกความเชื่อหนึ่งคือ สีฟ้า สามารถสะท้อนความร้อนได้ดีเนื่องจากเมืองนี้อยู่ติดกับทะเลทราย
     

  • ‘เทศกาลอูฐ’ (Camel Festival) เป็นเทศกาลที่จัดขึ้นมามากกว่าร้อยปีแล้ว มีชาวอินเดีย ชนเผ่าต่างๆมาชุมนุมกัน และ ยังนำอูฐมากกว่า 20,000 ตัว มาประมูลซื้อขาย รวมถึงแสดงความสามารถ ให้ได้ดูกัน  เทศกาลนี้ยังเป็น 1 ใน 10 เทศกาลที่โด่งดังติดอันดับโลกอีกด้วย
     

  • ‘พุชการ์’ (Pushkar) เมืองและทะเลสาบอันศักดิ์สิทธิ์แห่งรัฐราชาสถานของของชาวฮินดู
     

รายละเอียดการเดินทาง:

วันที่ 1 <เสาร์ที่ 22 มิถุนายน 2562 Bangkok ✈  France - La Sainte Chapelle - Cathedrale Notre Dame de Paris- Montparnasse>
ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ เวลา 00.05 ด้วยสายการบิน Thai Airways เที่ยวบินที่ TG930 ไปยังเมืองปารีส ประเทศ ฝรั่งเศส เครื่องลงเวลา 07.05 น. วันเดียวกัน
สถานที่แวะเที่ยวชมและเก็บภาพในวันนี้ ได้แก่ โบสถ์ La Sainte-Chapelle (เข้าชมด้านใน), โบสถ์ Cathedrale Notre Dame de Paris (เยี่ยมขมจากด้านนอก), ตึก Montparnasse (ขึ้นตึกเพื่อเก็บภาพเมืองปารีส)

โบสถ์ La Sainte-Chapelle
เรียนรู้การถ่ายภาพสถาปัตยกรรม แบบ Low Light ที่ โบสถ์แซงท์ ชาแปลล์ (Saint Chapelle) ซึ่งมีรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบแรยอน็อง(Rayonnant)ที่สวยงามมากที่สุดในยุคโกธิค ภายในมีลวดลายกระจกที่มีความสวยงามอันตื่นตาตื่นใจ ตกแต่งด้วยสีสันอันโดดเด่น บรรยากาศสุดแสนสงบ เป็นผลงานเชิงศิลปะสุดแสนคลาสสิคที่หาชมได้ยาก

โบสถ์ Cathedrale Notre Dame de Paris 
มหาวิหารแห่งแรกที่สร้างในสไตล์โกธิค คำว่า Notre Dame แปลว่า พระแม่เจ้า (Our Lady) เป็นคำที่ชาวคาทอลิกใช้เรียก พระนางมารีย์พรหมจารี แต่เดิมโบสถ์แห่งนี้ ถูกสร้างขึ้นตรงที่ของชาวโรมัน ซึ่งชาวโรมันสร้างวัดขึ้นมาเพื่อบูชาเทพจูปิเตอร์ จากนั้นเลยมาสร้างให้เป็นโบสถ์

ตึก Montparnasse
ตึก มงต์ปาร์นาส (Montparnasse) เป็นตึกระฟ้าเพียงไม่กี่แห่งในปารีส ทำให้ทัศนียภาพจากหอสังเกตการณ์บนชั้น 56 ในวันที่อากาศปลอดโปร่ง เราสามารถมองได้ไกลถึง 40 กม. ในทุกทิศทาง เราจะเยี่ยมชมหอสังเกตการณ์ในยามค่ำ เพื่อชมเมืองและหอไอเฟลยามประดับด้วยแสงไฟ ผู้คนมักจะชอบตึกมงต์ปาร์นาสมากกว่าหอไอเฟล เพราะว่าเดินทางน้อยกว่าและมีวิวที่สวย

หอไอเฟล (Eiffel Tower)
หอไอเฟล (Eiffel Tower) เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คสำคัญ ของประเทศฝรั่งเศส ในทริปนี้เราจะไปหามุมถ่ายภาพหอไอเฟสในหลายรูปแบบ หลากเทคนิค 
หอไอเฟลเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตั้งชื่อตามกุสตาฟ ไอเฟลสถาปนิกและวิศวกรชั้นนำของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผู้ออกแบบหอคอยนี้ หอไอเฟลสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ของงานแสดงสินค้าโลก ในปี ค.ศ. 1889 (Exposition universelle de Paris de 1889) เพื่อแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของประเทศฝรั่งเศส ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และความสวยทางศิลปะสถาปัตยกรรม หอคอยสูงงดงามแห่งนี้เป็นดาวเด่นที่สร้างความประทับใจแก่ผู้ร่วมงาน ซึ่งต่อมาได้รู้จักในนามหอไอเฟลและกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของกรุงปารีส และใน ค.ศ. 2006 นักท่องเที่ยวกว่า 6,719,200 คนได้เข้าเยี่ยมชมสถานที่แห่งนี้ และกว่า 200,000,000 คนตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง ส่งผลให้หอไอเฟลเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีคนเข้าชมมากที่สุดต่อปีอีกด้วย หอไอเฟลสูง 324 เมตร (1,063 ฟุต) หรือสูงเท่ากับตึก 81 ชั้น

 


วันที่ 2 <วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน 2562 Paris - Clearmont Ferran - Puy de Sancyn (Auvergne) - Clearmont Ferran>
วันนี้เป็นวันเดินทางลงทางตอนใต้ของฝรั่งเศศ สถานที่แวะเที่ยวชมและเก็บภาพในวันนี้ ได้แก่ เมือง Clearmont Ferran, หุบเขา Puy de Sancy

Clearmont Ferran (แคลร์มอง เฟอร์ครองด์)
แคลร์มอง เฟอร์ครองด์ เมืองอันเก่าแก่ และเป็นศูนย์กลางในฐานะเมืองหลวงแห่งแคว้นโอแวร์ญ โดยแต่เดิมเมืองแห่งนี้ถูกแบ่งออกเป็น 2 เมืองคือ 
แคลร์มอง และ เฟอร์ครองด์ ซึ่งเป็นเมืองที่เป็นอริกันมาอย่างยาวนาน จนกว่าจะมารวมเป็นหนึ่งในปี ค.ศ. 1630
บริษัทมิชลินเป็นบริษัทผลิตยางรถยนต์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกมาอย่างยาวนานนับ 100 ปี แต่น้อยคนนักที่จะรู้จักแหล่งต้นกำเนิด หรือที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัทยางรถยนต์ชื่อดังแห่งนี้ ซึ่งแท้จริงแล้วบริษัทมิชลินมีต้นกำเนิดขึ้นครั้งแรกที่เมืองแคลร์มอง เฟอร์ครองด์ และได้มีการขยายสาขาไปทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบัน

หุบเขา Puy de Sancy
เป็น 1 ใน 10 ของวิวยอดภูเขาที่สวยที่สุด ในเขต Auvergne (แค้วนโอแวร์ญ), ประเทศฝรั่งเศส 
Puy de Sancy ("Mount of the Cross") เป็นเทือกเขาที่สูงที่สุดในเทือกเขาแม็กซิฟเซ็นทรัล เนินเขาทางตอนเหนือและทางใต้ใช้สำหรับเล่นสกี


วันที่ 3 < วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน 2562 Clearmont-Ferrand – Provence - Valensole - Provence>
เดินทางต่อไปยัง แคว้นโพรวองซ์ (Provence) เมือง Valensole เพื่อชื่นชมความงามของ ทุ่งดอกลาเวนเดอร์


โพรวองซ์ (Provence) ดินแดนทางตอนใต้ของฝรั่งเศสที่อยู่ติดกับอิตาลี สภาพภูมิประเทศที่สามารถแบ่งได้เป็น 3 ส่วนตามชื่อ เขตการปกครองอย่างเป็นทางการที่ว่า โพรวองซ์-แอลป์-โกตดาซูร์ (Provence-Alps-Côte d’Azur) นั่นคือ เขตโพรวองซ์ หรือกลุ่มเมืองบนเนินเขา ที่เชื่อมระหว่างเทือกเขาแอลป์เข้ากับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเข้าไว้ ด้วยกัน ชาวเมืองเหล่านี้มีอาชีพหลักคือการปลูกทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ปะปนไปกับการทำไร่องุ่นเพื่อผลิตไวน์ ซึ่งทิวทัศน์อันสวยงามที่ว่า ได้เคยดึงดูดศิลปินที่มีชื่อเสียงอย่างเซซานน์ (Cézanne) และแวน โก๊ะห์ (Van Gogh) ให้มาปักหลักใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาแล้ว ส่วนที่สองคือส่วนเทือกเขาแอลป์ ที่โดดเด่นเรื่องกิจกรรมกลางแจ้งต่างๆ นอกจากสกีรีสอร์ตกว่า 300 แห่ง แล้วเขตนี้ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อย่างการขี่ม้าชมเขา ปีนเขา ขี่จักรยาน รวมไปถึงการเล่นเครื่องร่อน เขตสุดท้ายคือโกต-ดาซูร์ กลุ่มเมืองริมชายฝั่งทะเล (โกต ดาซูร์ ภาษาฝรั่งเศสแปลว่าชายฝั่งสีน้ำเงิน) หรือที่รู้จักกันในนาม “เฟรนช์ ริเวียร่า” (French Riviera) ที่มีเมืองชื่อคุ้นหูอย่างนีส (Nice) คานน์ (Cannes) และกราสส์ (Grasse)

ล็อกซิทาน (L’Occitane) 
ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและเครื่องหอมที่มีชื่อเสียงที่รู้จักกันดีในประเทศไทย ผลิตภัณฑ์ทุกชนิดเกิดจากวัตถุดิบที่หาได้ในเขตโพรวองช์ บริษัทนี้ตั้งโดย โอลิวิเย่ โปซอง (Olivier Baussan) ในปี พ.ศ. 2519 โอลิวิเย่โปซองเป็นชาวโพรวองช์ ก่อตั้งล็อกซิทานโดยที่ไม่มีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับเรื่องผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและเครื่องหอมเลย 
เพราะโอลิวิเย่หลงรักในน้ำหอมและดอกไม้ นี่คือความสำเร็จของล็อกซิทาน เพราะเบื้องหลังของผลิตภัณฑ์มีเรื่องราวเป็นพื้นฐานเกี่ยวกับพันธุ์ไม้ต่างๆ และสืบทอดกันมาหลายรุ่น จนตอนนี้ล็อกซิทานจึงได้นำประเพณีเก่าๆ กลับมาใช้ 
     
วันที่ 4 <วันอังคารที่ 25 มิถุนายน 2562 Provence - Valensole - Provence>
ตื่นเช้าไปรับแสงแรกท่ามกลางทุ่งดอกลาเวนเดอร์ และไปเก็บแสงเช้า ช่วงสายเราจะพาท่านไปทานอาหาร และพักผ่อนตามอัธยาศัย 
ช่วงเย็นเราจะไปเก็บแสงเย็นที่ทุ่งลาเวนเดอร์อีกครั้งในมุมใหม่ และเดินทางกลับสู่ที่พัก


วาลองโซล (Valensole)
เมือง Valensole แหล่งปลูกลาเวนเดอร์ที่มากที่สุดและใหญ่ที่สุดในฝรั่งเศส ถึงแม้ลาเวนเดอร์จะมีมากกว่า 30 สายพันธุ์แต่ที่มีในแคว้นโพรวองซ์ จะเป็นพันธุ์ True Lavender ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มีคุณภาพดีมาก และปลอดภัย มีกลิ่นที่เรียกว่าหอมหวานที่สุดและเหมาะสำหรับใช้ในอโรมาเทอราพี สามารถใช้กับเด็กเล็กได้ หากแต่ราคาก็จะสูงด้วย ซึ่งพันธุ์นี้จะขยายพันธุ์และเจริญเติบโตในระดับความสูง 700 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล และชอบขึ้นในที่แห้ง แถมยังทนต่ออากาศหนาวได้ดีแม้อุณหภูมิ ติดลบถึง 15 องศาเซลเซียส แต่สำหรับผลิตภัณฑ์ที่นำมาสกัดทำสบู่ หรือเครื่องสำอางและที่ใช้ในครัวเรือนทั่วไปเห็นจะเป็นพันธุ์ Lavandin เป็นพืชพันธุ์ผสมระหว่าง True Lavender กับ Spike Lavender ให้ผลผลิตน้ำมันหอมระเหยได้มาราว ๆ สองเท่า ของ True Lavender น้ำมันที่ได้จาก Lavandin จึงราคาถูกกว่า ซึ่งพันธุ์นี้จะพบเห็นได้ทั่ว ในระดับความสูงกว่าน้ำทะเล ระหว่าง 400-600 เมตร และยังมีบางสายพันธุ์ที่ไม่ได้นำมาสกัด แต่ปลูกไว้เพื่อความสวยงามด้วย สำหรับเครื่องสำอางบางยี่ห้อที่มีชื่อเสียงในแคว้นนี้จะใช้ลาเวนเดอร์แท้ที่มีคุณภาพสูง พันธุ์ (Lavandula Angustifolia and Lavandula Stoechas) 

วันที่ 5 <วันพุธที่ 26 มิถุนายน 2562 Provence – Marseille ✈  Paris – Louvre>

นำท่านเดินทางไปสนามบิน Marseille เพื่อเดินทางไปยัง Paris และ เยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์ Louvre (จากด้านนอก)

พิพิธภัณฑ์ Louvre
สิ่งที่ไม่ควรพลาดสำหรับช่างภาพ คือการถ่ายภาพพีระมิดแก้ว และ ตัวอาคารลูฟร์ อันเป็นพระราชวังเก่า มีความสวยงามอย่างหาตัวจับยาก ทำให้บางคนถึงกับขนานนามว่าลูฟร์ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่สวยที่สุดในโลก และในทริปนี้เราจะพาเข้าชมภายในพิพิธภัณฑ์ ที่ได้รวบรวม ภาพวาด โมนาลิซ่า อันโด่งดังของจิตรกรเอก ลีโอนาโด ดาวินชี่ รวมถึงประติมากรรมหินอ่อนแกะสลักรูปเทพีวีนัส หรือเทพีแห่งความรักของกรีกโบราณ คาดว่ามีอายุกว่า 2100 ปี แม้ว่าแขนทั้งสองข้างของรูปปั้นจะขาดไป ยังมีอีกหลายอย่างที่ไม่ควรพลาด


วันที่ 6 <วันพฤหัสที่ 27 มิถุนายน 2562 Paris - Etretat, Normandy - Mont Saint-Michel>
วันนี้เราจะออกเดินทางไปทางตอนเหนือของปารีส เมืองที่ติดริมทะเล และเป็นเมืองแห่งวัน D Day ของทหารพันธมิตรที่ยกพลขึ้นบกที่แคว้น Normandy เยี่ยมชมและถ่ายภาพ ผาโค้ง Etretat, Normamdy, วิหารกลางน้ำ Mont Saint-Michel

ผาโค้ง Etretat, Normamdy
ความพิเศษของผาโค้ง เอทเทรทาท์ ในนอร์มองดี คือความโดดเด่นของผาหินที่หากหามุมถ่ายภาพได้ดี จะได้ภาพผาเหมือนช้างตัวยักษ์กำลังเอางวงจุ่มลงน้ำ บางทีที่นี่ได้ ชื่อว่าผาช้าง นอกนั้นอาจจะมีโบนัสพิเศษหากวันและเวลาที่เราไปถึง น้ำลงมากๆ เราสามารถเดินลงไปชมสุสานหอยนางรมได้อีก ชายหาดจะไม่ยาวนักเพราะถูกขนาบด้วยหน้าผา วัดระยะได้เพียงประมาณ 400 เมตร และยังเป็นหาดหินไม่ใช่หาดทราย กับบรรยากาศอันแสนจะสงบมีมวลนกนางนวลบินผ่านเป็นระยะกลับทำให้ที่นี่มีเสน่ห์อย่างน่าทึ่ง

วิหารกลางน้ำ Mont Saint-Michel
Mont Saint-Michel แปลว่า “เนินเขาแห่งเซนต์ไมเคิล” เป็นวิหารคริสต์ที่สร้างอยู่บนเกาะกลางทะเลริมชายฝั่งแคว้นนอร์มังดี และเมื่อน้ำลดก็สามารถเดินจากชายฝั่งไปยังวิหารแห่งนี้ได้เลย มองแซงมิเชล ถูกยกให้เป็น “สิ่งมหัศจรรย์ของโลกตะวันตก” (Wonder of the Western World) และเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศฝรั่งเศส และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก 
เดิมทีเกาะแห่งนี้มีชื่อเรียกว่า “มงตงบ์ (Mont Tombe)” ตามตำนานเล่าว่าวิหารแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นจากการเข้าฝันนักบุญโอแบร์ บิชอปโดยเทวดามีแชล ซึ่งนักบวชท่านนี้ไม่เชื่อในทีแรกจนการเข้าฝันในครั้งที่ 3 เทวดามิเชลได้ใช้นิ้วจิ้มที่หัวของโอแบร์ หลังตื่นขึ้นมาเค้าก็ต้องตกตะลึงว่ามีร่องรอยบนหัวของเค้าจริงๆ ทำให้เกิดความเชื่อทั้งยังเริ่มก่อสร้างวิหารในที่สุด  ภายหลังในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศสวิหารได้กลายมาเป็นที่คุมขังนักโทษทางการเมือง กระทั่งวิกตอร์ อูโกผู้มีบทบาทสำคัญในการรณรงค์ยกเลิกการเป็นสถานที่คุมขังและได้มีการบูรณะจนกลายมาเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ รวมทั้งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในที่สุด ตัววิหารถูกก่อสร้างด้วยหินแกรนิตนับว่าเป็นปราการธรรมชาติในยุคกลางที่มีความสูงถึง 155 เมตร บนยอดของวิหารมีรูปปั้นทูตสวรรค์มิคาเอล สร้างโดยโดยประติมากรผู้มีชื่อเสียงโด่งดังนามว่า “เอมานูแอล เฟรมีเย (Emmanuel Frémiet)”

วันที่ 7 < วันศุกร์ 28 มิถุนายน  2562 Mont Saint - Michel - Paris>
เยี่ยมชมและถ่ายภาพ วิหารกลางน้ำ Mont Saint-Michel ทั้งจากทางด้านนอกและภายใน ก่อนเดินทางกลับปารีส


วันที่ 8 < วันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน 2562 Paris - Bangkok>
เดินทางออกจากประเทศฝรั่งเศส ด้วยสายการบิน Thai Airways ด้วยเที่ยวบินที่ TG931 ออกเดินทางเวลา 13.40 น. Direct Flight


วันที่ 9 <วันอาทิตย์ที่ 30 กรกฎาคม 2562 Bangkok>
เดินทางถึงเมืองไทยช่วงเช้าในเวลา 05.55 โดยสวัสดิภาพ

 

รายละเอียดค่าบริการ และ การชำระเงิน

อัตราค่าบริการ: ราคาปกติ 58,000  พิเศษ!!! สำหรับสมาชิก ราคาเพียง 54,900 บาท 
(ราคานี้ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบินระหว่างประเทศ, ค่าอาหารกลางวัน-เย็น, ค่าทำวีซ่า)

เงื่อนไขการจองและการชำระเงิน:

ณ วันที่จอง : ชำระมัดจำงวดแรก 15,000 บาท
ภายในวันที่ 5 เมษายน 2561 : ชำระมัดจำงวดที่สอง 25,000 บาท
ภายในวันที่ 5 พฤษภาคม 2561 : ชำระมัดส่วนที่เหลือทั้งหมด
***โดยบริษัทถือลำดับการชำระเงิน เป็นสำคัญ ในการยืนยันสิทธิ์การเดินทาง สำหรับลูกค้าที่เดินทางท่านเดียว ทางบริษัทจะจัดหารูมเมทให้โดยไม่จำเป็นต้องชำระค่าใช้จ่ายสำหรับพักเดี่ยวแต่อย่างใด***

 

ค่าบริการนี้รวม:

- ตั๋วเครื่องบินภายในประเทศ
- ค่าที่พักตลอดการเดินทาง (พักห้องคู่)
- ค่ายานพาหนะที่ใช้เดินทาง
- ค่าขึ้นตึก Montparnasse
- บริการถ่ายภาพและสอนการถ่ายภาพตลอดการเดินทาง
- ค่าประกันภัยการเดินทางอุบัติเหตุ วงเงินรวมสูงสุด 2,000,000 บาท เงื่อนไขตามรายละเอียดในกรมธรรม์

 

ค่าบริการนี้ไม่รวม:

- ตั๋วเครื่องบินระหว่างประเทศไปกลับ BKK-Paris และ Paris-BKK
- ค่าอาหารตลอดการเดินทาง (ยกเว้นอาหารบางมื้อที่ทางบริษัทบริการจัดไว้ให้) (ประมาณค่าใช้จ่ายต่อวัน 1,000-1,500 บาท แล้วแต่อาหารที่เลือกรับประทาน)
- ค่าวีซ่าเข้าประเทศฝรั่งเศส 
- ค่าทิปพนักงานบริการ(ถ้ามี)
- ค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่นๆ นอกเหนือรายการ เช่น ค่าเครื่องดื่ม มินิบาร์ ค่าโทรศัพท์ ค่าซักรีด เป็นต้น
- ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดการณ์
   *** ทางบริษัทบริการจัดการจองตั๋วเครื่องบินระหว่างประเทศให้ได้ โดยทางเราจะคิดค่าใช้จ่ายตามจริงไม่มีบวกค่าบริการใดๆ***

การชำระเงินค่าเดินทาง :
สามารถโอนเงินเข้าบัญชี
ธ.กสิกรไทย    เลขที่บัญชี 037-2-57628-6 หรือ

ธ.ไทยพาณิชย์  เลขที่บัญชี 408-825346-9 


ชื่อบัญชี บริษัท โฟโต้ เจอร์นี่ จำกัด
หลังจากโอนเงินแล้ว กรุณาส่งใบโอนเงินไปที่ 

Line@: @FotoJourney หรือ

คลิก! Line : https://line.me/R/ti/p/%40fotojourney หรือ 

Inbox Facebook: FotoJourneyTH 

กำหนดการเดินทาง: 20-26 พฤศจิกายน 2563 (7 วันลางาน 3 วัน)
จำนวนสมาชิก: 14 ท่าน

ผู้เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพ (Photo Specialist, PS): 2 ท่าน (สมาชิก 7: PS 1)
ผู้นำทริปท้องถิ่น (Local Tour Leader): 1 ท่าน
ผู้ขับรถท้องถิ่น (Local Driver): 1 ท่าน 

รายละเอียดเส้นทางการบินระหว่างประเทศ: สายการบิน Thai Smile 
ขาไป
เดินทาง วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2563 ด้วยเที่ยวบินที่ WE343 (Direct Flight)
WE343 >>> Suvarnabhumi Airport, Bangkok(BKK) – Jaipur International Airport, Jaipur(JAI) เวลา 22:05 – 01:15 น. +1 Day (ระยะเวลาเดินทาง 4 ชม. 40 นาที)
ขากลับ
เดินทางวันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน 2563 ด้วยเที่ยวบินที่ WE344 (Direct Flight)
WE344 >>> Jaipur International Airport, Jaipur(JAI) – Suvarnabhumi Airport, Bangkok(BBK) เวลา 02:15 – 08:15 น. (ระยะเวลาเดินทาง 4 ชม. 30 นาที)

***ออกตั๋วหลังจากได้รับยืนยันการออกทริป จากทางบริษัทฯเท่านั้น***
***บริการจัดการจองตั๋วเครื่องบิน โดยไม่คิดค่าบริการเพิ่ม… รายละเอียดสามารถดูในหัวข้อ “ข้อมูลและลักษณะของทริปที่สำคัญ” ด้านล่าง***

 

 

รายละเอียดการเดินทาง :

วันที่ 1: <วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2563> Bangkok ✈ Jaipur International Airport, Jaipur
ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิด้วยสายการบิน Thai Smile เที่ยวบินที่ WE343 (Direct Flight) เวลาเครื่องออก 22:05 น. ระยะเวลาเดินทาง 4 ชม. 40 นาทีและถึงสนามบิน Jaipur International เมืองจัยปูระ ประเทศอินเดีย เวลาท้องถิ่น 01:15 น. ของวันรุ่งขึ้น โดยเวลาที่ประเทศอินเดียช้ากว่าประเทศไทย 1 ชม. 30 นาที

วันที่ 2: <วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2563> Jaipur - City Palace – Hawa Mahal  – Jal Maha – Naharagrh Fort  - Jaipur
ถึงสนามบิน Jaipur International เมืองจัยปูระ ประเทศอินเดีย เวลาท้องถิ่น 01:15 น. เมื่อรับกระเป๋าจากสายพานและผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อยแล้วออกเดินทางไปยังโรงแรมที่พัก และพักผ่อนตามอัธยาศัย
หลังรับประทานอาหารเช้า พาท่านเก็บภาพและสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่ง เมืองจัยปูร์(Jaipur) เมืองสีชมพู หนึ่งในเมืองแห่งรัฐราชสถาน (Rajasthan) 
สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญได้แก่ พระราชวังหลวง (City Palace), พระราชวังแห่งสายลม (Hawa Mahal), พระราชวังทะเลสาบ (Jal Mahal), ป้อมนราห์การห์ (Naharagrh Fort) 
หลังจากเก็บภาพแสงเย็นเรียบร้อยแล้ว รับประทานอาหารเย็น และเข้าที่พัก พักผ่อนตามอัธยาศัย โดยคืนนี้เราจะนอนกันที่ เมืองจัยปูระ (Jaipur)

'จัยปูร์' (JAIPUR) หรือ จัยปุระ
เมืองสีชมพู เพชรเม็ดงามแห่งอินเดีย ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวแห่งอดีตอันยิ่งใหญ่
เมืองจัยปูร์ หรือชื่อเมืองเดิม คือ ชัยปุระ นั้น แปลตรงตัวว่า เมืองแห่งชัยชนะ แต่เมื่อ มหาราชาสะหวาย ราม ซิงห์ มีรับสั่งให้ประชาชนทาสีชมพูทับสีปูนเก่าของบ้านเรือนต้อนรับการมาเยือนของเจ้าชายแห่งเวลส์ มกุฎราชกุมารของอังกฤษ เมื่อปี ค.ศ.1876 ชัยปุระ จึงเปลี่ยนชื่อตามสีของเมืองที่เปลี่ยนไปว่า นครสีชมพู หรือ Pink city ซึ่งรัฐบาลอินเดียได้ออกกฎหมายควบคุมให้สิ่งก่อสร้างภายในเขตกำแพงเมืองเก่าต้องทาสีชมพู กลายเป็นเอกลักษณ์ของเมืองนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

พระราชวังหลวง (City Palace)
เป็นพระราชวังที่มีชื่อเสียงในเรื่องของงานจิตรกรรมฝาผนังที่งดงามมาก ทั้งงานแกะสลัก งานตกแต่งแก้วสี  ลายผนัง กระเบื้องที่ว่าสวยในโลกอยู่ที่พระราชวังในเมืองชัยปุระหมดแล้วจริงๆ ภายในมีสวนและพระตำหนักต่างๆ มากมาย มีส่วนที่เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ แสดงทรัพย์สมบัติของอดีตมหาราชาและมเหสีต่างๆ อาทิ เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย อุปกรณ์ของใช้ รวมถึงภาพวาด ภาพถ่าย เพื่อแสดงชีวิตความเป็นอยู่ของมหาราชา อีกทั้งโบราณสถานให้นักท่องเที่ยวและบุคคลทั่วไปเข้าชม และบางส่วนยังเป็นที่อยู่อาศัยของทายาท และมหาราชาองค์ปัจจุบันด้วย นอกจากนี้ยังมีร้านค้าขายของที่ระลึก ร้านหนังสือ เครื่องประดับ และร้านอาหาร

พระราชวังสายลม (Hawal Mahal)
พระราชวังสายลม เคยเป็นฮาเร็มของมหาราชา มีลักษณะเป็นอาคาร 5 ชั้น สร้างด้วยหินทรายสีสีชมพู มีสถาปัตยกรรมสไตล์เปอร์เซียกับโมกุลที่สวยเด่น คือ ลวดลายฉลุหินตามหน้าต่าง ช่องระบายอากาศที่บรรดานางสนมในวังใช้เป็นที่แอบดูชีวิตความเป็นอยู่ของสามัญชนทั่วไป ด้วยการออกแบบหน้าต่างให้มีความมิดชิดเป็นส่วนตัว และประโยชน์อีกอย่าง คือเป็นช่องแสงและช่องลม มีช่องหน้าต่างจำนวนมากถึง 152 ช่อง

พระราชวังทะเลสาบ (Jal Mahal)
พระราชวังกลางน้ำซึ่งตั้งเด่นสง่าอยู่กลางทะเลสาบมันสกา (Man Sagar) ตัวพระราชวังนั้นสร้างได้อย่างสวยงามตามสถาปัตยกรรมราชปุตและโมกุล โดยพระราชวังนี้นั้นมีความสวยงามเนื่องจากสถานที่ตั้งอยู่กลางทะเลสาบและโดยมีเทือกเขานหาร์การห์ตั้งอยู่เบื้องหลัง ตัวอาคารสร้างโดยใช้หินทรายสีแดง ประกอบด้วยทั้งหมด 5 ชั้นซึ่ง 4 ชั้นล่างจะถูกน้ำท่วมเมื่อทะเลสาบมีระดับน้ำสูงสุด โดยเหลือเพียงชั้นบนสุดซึ่งจะเผยขึ้นมาเหนือน้ำ ฉัตรีซึ่งเป็นยอดหลังคาทรงสี่เหลี่ยมนั้นสร้างในแบบสถาปัตยกรรมเบงกอล ส่วนฉัตรีบริเวณสี่มุมของอาคารนั้นเป็นทรงแปดเหลี่ยม

ป้อมนราห์การห์ (Naharagrh Fort) 
หรือรู้จักกันในชื่อป้อมไทเกอร์ (Tiger Fort) สร้างในปี ค.ศ. 1734 สมัยมหาราชาไสวจัย ซิงห์ที่ 2 เพื่อช่วยปกป้องเมืองชัยปุระปัจจุบัน
ป้อมนาหรครห์เป็นสิ่งก่อสร้างอีกแห่งหนึ่งในบรรดาวัดและพระราชวังที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วเขาอาราวัลลี ป้อมแห่งนี้ไม่เพียงแต่ให้ความรู้ในเชิงลึกเกี่ยวกับชีวิตของราชวงศ์ราชสถานในสมัยโบราณเท่านั้น แต่ยังให้ภาพทิวทัศน์อันมหัศจรรย์ของบรรดาอาคารหินสีชมพูแห่งเมืองชัยปุระ สำรวจห้องหับต่างๆ ของสมาชิกราชวงศ์ในตอนบ่าย ตกเย็นจึงออกมาชื่นชมทิวทัศน์อันน่าประทับใจยามอาทิตย์อัสดงเหนือเมืองด้านล่าง
 
วันที่ 3: <วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน 2563> Jaipur –Jas Mahal - Amber Fort – Panna meena ka kund step wells - Camel Festival - Pushkar
ในเช้าวันนี้เราจะออกเดินทางแต่เช้า และทานอาหารเช้าแบบกล่อง (Breakfast Box) บนรถ เพื่อไปเก็บภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่ Jal Mahal  หลังจากนั้นจะพาทุกท่าน ทุกท่านไปขี่ช้างเที่ยวชม ป้อมแอมเบอร์ (Amber Fort หรือ Amber Palace)  และต่อด้วย Panna Meena Ka Kund Steps Wells บ่อน้ำโบราณแบบขั้นบันได 

เมื่อเรียบร้อยแล้วจึงเดินทางไปยังเมือง พุชการ์ (Pushkar) ดินแดน….ทะเลสาบอันศักดิ์สิทธิ แห่งชีวิต และความเชื่อ ของชาวฮินดู ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่งโมง ที่นั้นเราจะเข้าร่วมชม และ ถ่ายภาพ เทศกาลที่เป็น 1 ใน 10 เทศกาลที่โด่งดังติดอันดับโลก ‘เทศกาลอูฐ’ (Camel Festival) ซึ่งเป็นเทศกาลที่จัดขึ้นมามากกว่าร้อยปีแล้ว
หลังจากเก็บภาพแสงเย็นเรียบร้อยแล้ว รับประทานอาหารเย็น และเข้าที่พัก พักผ่อนตามอัธยาศัย โดยคืนนี้เราจะนอนกันที่ เมืองพุชการ์ (Pushkar)
 
ป้อมแอมเบอร์ (Amer Fort หรือ Amer Palace)
พระราชวังแอมเบอร์ฟอร์ท ตั้งโดดเด่นอยู่บนผาหินเหนือทะเลสาบเมาตา (Maota) สร้างโดยมหาราชา มาน สิงห์ที่ 1 ป้อมปราการแห่งนี้มีชื่อเสียงทางด้านสถาปัตยกรรม ซึ่งผสมผสานกันระหว่างศิลปะฮินดู และศิลปะราชปุตอันเป็นเอกลักษณ์ สามารถมองเห็นได้จากระยะทางไกล เนื่องจากมีขนาดกำแพงปราการที่ใหญ่และแน่นหนา
ภายในพระราชวังแอมเบอร์ จะมีรายละเอียดบนผนังที่สวยงาม ปราณีต มีลวดลายอ่อนช้อยงดงามควรค่าแก่การชมยิ่งนัก และ มีสวน Char Bagh อยู่ภายในพระราชวัง จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของพระราชวังแอมเบอร์คือการจัดการระบบน้ำโดยการนำน้ำจากทะเลสาบเมาตา( Maota) มาใช้ในห้องหับต่างๆในพระราชวัง
 
เทศกาลอูฐ (Camel Festival)
คือ งานค้าขายอูฐ ม้า และวัวระหว่างชาวพื้นเมือง นานๆ เข้ากลายเป็นงานท่องเที่ยวหลักของพุชการ์และเป็นที่น่าสนใจของช่างภาพทั่วโลก เป็นเทศกาลที่จัดขึ้นมามากกว่าร้อยปีแล้ว งานจะมีขึ้นช่วงเทศกาลศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาฮินดู ภายในงานจะมีชาวอินเดีย ชนเผ่าต่างๆมาชุมนุมกัน และ ยังนำอูฐมากกว่า 20,000 ตัว มาประมูลซื้อขาย แสดงความสามารถ ให้ได้ดูกัน  เทศกาลนี้ยังเป็น 1 ใน 10 เทศกาลที่โด่งดังติดอันดับโลกอีกด้วย
 
พุชการ์ (Pushkar)
เมืองและทะเลสาบอันศักดิ์สิทธิ์แห่งรัฐราชาสถานของของชาวฮินดู ชาวฮินดูมาที่นี่เพื่ออาบน้ำ ทำพิธีชำระล้างบาปที่ท่าน้ำ (Ghat) ซึ่งอยู่โดยรอบทะเลสาบพุชการ์ (ทำนองเดียวกับที่แม่น้ำคงคา) ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นทะเลสาบของพระพรหม เมืองทั้งเมืองกินมังสวิรัติ
บริเวณรอบๆทะเลสาบพุชการ์จะเต็มไปด้วยวัดฮินดูมากมายกว่า 500 วัด และมีขั้นบันได สำหรับลงไปอาบน้ำ ในทะเลสาบมากถึง 52 ท่า
ในเมืองพุชการ์นี้ยังเป็นที่ตั้งของวัดพระพรหม (เทพเจ้าผู้สร้างโลก) แห่งเดียวในอินเดีย (ซึ่งบางแหล่งข้อมูลก็กล่าวว่าเป็นวัดพระพรหมแห่งเดียวในโลก) ซึ่งเชื่อกันว่า มีอายุเก่าแก่ถึง 2,000 ปี

Panna Meena Ka Stepwells
นี่คือบ่อน้ำโบราณแบบขั้นบันไดใจกลางเมือง ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับ Amber Fort นั่งรถราวๆ 5 นาที บ่อน้ำโบราณแห่งนี้เป็นหลักฐานที่แสดงถึงภูมิปัญญาของคนอินเดียโบราณ ในการทำบันไดแคบๆ เป็นแนวทะแยงซ้าย-ขวา จากปากบ่อลงไปด้านล่างของบ่อ
ความฉลาดของบันได Stepwells นี้อยู่ที่
1.    ผู้คนสามารถลงไปในบ่อพร้อมกันได้ทีละหลายคน เพราะอินเดียนั้นคนเยอะ
2.    ออกแบบทางเดินให้แคบแค่พอเดินสวนกันได้ ป้องกันคนแซงแถว
3.    มีการออกแบบจุดพักไว้เป็นระยะ เพื่อผ่อนแรงในการเดินขึ้นบันได
Panna Meena Ka Kund มีความสวยงามและ มีเสน่ห์ในแบบฉบับของตัวเอง ถือเป็น Hidden Gem ของเมือง Jaipur

วันที่ 4: <วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2563> Pushkar –  Pushkar Lake  - Camel Parking Market Pushkar -  Jodhpur
หลังจากรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม เดินทางไปเก็บภาพ ทะเลสาบพุชการ์ (Pushkar Lake) ทะเลสาบอันศักดิ์สิทธิ แห่งชีวิต และความเชื่อ ของชาวฮินดู ก่อนออกเดินทางไปเมืองถัดไปแห่ง รัฐราชาสถาน จ๊อดปูร์ (Jodhpur) นครสีฟ้า ซึ่งมีอายุกว่า 500 ปี และมีรูปแบบวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวหลังรับประทานอาหารเย็น และเข้าที่พัก พักผ่อนตามอัธยาศัย โดยคืนนี้เราจะนอนกันที่ เมืองจ๊อดปูร์ (Jodhpur)

ทะเลสาบพุชการ์ (Pushkar Lake)
ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งชาวฮินดู ณ อินเดีย มีตำนานเล่าถึงกำเนิดของทะเลสาบแห่งนี้หลายตำนาน แต่ส่วนใหญ่จะมีความเกี่ยวข้องกับพระพรหมณ์เป็นหลัก มีตำนานเล่าว่ากลีบดอกบัวจากพระหัตถ์ของพระพรหมณ์ร่วงหล่นลงมาที่แผ่นดิน ซึ่งก่อให้เกิดทะเลสาบพุชการ์ขึ้นนั่นเอง ทะเลสาบแห่งนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นทะเลสาบแห่งพระเจ้า และเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าสาวกที่นิยมเดินทางมาแสวงบุญเป็นประจำ
ยังมีการบูชาพระพรหมณ์ที่ทะเลสาบแห่งนี้ ด้วยการลอยดอกไม้ลงไปในน้ำ และไปสวดภาวนาที่วิหารพระพรหมณ์ หรือวัดฮินดูกว่า 500 วัดรอบๆทะเลสาบนั่นเอง นอกจากนี้วิวของทะเลสาบพุชการ์ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว บริเวณทะเลสาบจะล้อมไปด้วยอาคารบ้านเรือนและวัดต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีโทนสีเดียวกันเช่นสีขาว สะท้อนกับผืนน้ำ รวมทั้งฉากหลังของเมืองที่โอบล้อมด้วยภูเขา เป็นภาพที่มีเสน่ห์และงดงาม
 
จ๊อดปูร์ (Jodhpur)
เมืองสีฟ้านี้ใหญ่อันดับสอง ของรัฐราชสถาน (RAJASTHAN) เป็นรองเพียง จัยปูร์ เมืองสีชมพู หรือ ชัยปุระ เท่านั้น
สาเหตุที่ชุมชนนี้ทาสีบ้านเป็นสีฟ้าเนื่องจากมีความเชื่อว่า สีฟ้าเป็นสีของพระศิวะ เป็นสีที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นสีที่แทนวรรณะพราหมณ์ด้วย และอีกความเชื่อหนึ่งคือ สีฟ้า สามารถสะท้อนความร้อนได้ดีเนื่องจากเมืองนี้อยู่ติดกับทะเลทราย
 
วันที่ 5: <วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน 2563> Jodhpur – City of Jodhpur – Mehrangarh Fort - Jodhpur
หลังรับประทานอาหารเช้า มุ่งหน้าสู่สถานที่แรก “เมืองจ๊อดปูร์” City of Jodhpur หรือเมืองที่ได้รับฉายาว่าเป็น “Blue City” หรือมหานครสีฟ้าสีน้ำเงิน และเยี่ยมชมสถานที่สำคัญๆในเมืองจ๊อดปูร์ อาทิเช่น “จัสวัน ธาดา” (Jaswant Thada), Umaid Bhawan Palace & Museum, ป้อมเมห์รานการห์ (Mehrangarh Fort) และกลับเข้าที่พักหลังจากถ่ายแสงสุดท้ายที่เมืองนี้ โดยเราจะพักที่เมือง จ๊อดปูร์ (Jodhpur) นี้อีกหนึ่งคืน

จัสวัน ธาดา (Jaswant Thada)  
ที่นี่เป็นหลุมฝังพระศพและอนุสาวรีย์ของมหาราชา จัสวัน ซิงห์ที่2 จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของที่นี่ คือ ก่อสร้างด้วยหินอ่อนจากแหล่งเดียวกับที่นำไปสร้างทัชมาฮาล เป็นอีกจุดหนึ่งที่จะมองเห็นความเป็นไปของเมืองสีฟ้าจากมุมสูงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น 
 
Umaid Bhawan Palace & Museum 
พระราชวังสร้างใหม่ในปี ค.ศ. 1929 โดยมหาราชา Umaid Singh ทายาทมหาราชารุ่นหลังๆ ซึ่งมีดำริการสร้างพระราชวังนี้เพื่อเป็นการสร้างงานให้กับชาวเมืองซึ่งกำลังประสบปัญหาภัยแล้งรุนแรงในช่วงเวลานั้น โครงการสร้างวังใหม่นี้ใช้เวลาก่อสร้างนาน 15 ปี ใช้แรงงาน 3,000 คน มีห้องทั้งหมด 347 ห้อง ตัวพระราชวังได้รับการออกแบบจากสองสถาปนิกชาวอังกฤษ ตกแต่งแบบ อินโด-โคโลเนียล สร้างด้วยหินทรายสีเนื้อ อยู่บนเนินเขาสูง ปัจจุบันก็เป็นที่พำนักของมหาราชแห่งจ๊อดห์ปูร์และกันบางส่วนไว้สำหรับเป็นโรงแรมระดับห้าดาว 

ป้อมเมห์รานการห์ (Mehrangarh Fort) 
เป็นหนึ่งในสี่ป้อมและพระราชวังที่ใหญ่ที่สุดในอินเดียสามารถเห็นเด่นเป็นสง่าบนเนินเขาสูง สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับของมหาราชา ป้อมนี้สร้างขึ้นด้วย หินทรายสีแดง ที่ผ่านการแกะเกลาสลักหินทรายอย่างวิจิตร
ภายในตกแต่งประดับประดาด้วยแก้วหลากสี แบ่งเป็นห้องหรือท้องพระโรงขนาดใหญ่อีกหลายแห่ง ห้องที่มีชื่อเสียงและจัดเป็นไฮไลท์ต้องยกให้ ห้องไข่มุก (MOTI MAHAL) ที่มีกระจกแก้วหลากสีประดับวิจิตรยิ่ง 
เมร์รันการ์ มีประตูเข้าทั้งหมด 7 แห่ง แต่ที่นิยมมากที่สุดต้องยกให้ ประตูเหล็ก (LOHAPOL) 
กลางบานประตูเหล็กอันใหญ่หนานั้น จะมีรอยมือประทับสีแดงจาง ๆ ของมนุษย์ปรากฏอยู่ ซึ่งมาจากของเหล่าสนมนางในของอดีตมหาราชาประทับไว้ก่อนที่จะกระทำ พิธีศตี (SATI) กระโดดเข้ากองไฟ ตายตามสามี ซึ่งเป็นประเพณีโบราณ ว่ากันว่ามีเหล่าสนมนางในกว่า 60 คนที่กระทำพิธีศตีนี้  
ที่นี่เป็นจุดที่ดีสำหรับถ่ายภาพเมืองสีฟ้า เนื่องจากบ้านบางหลังจะทาสีฟ้าเฉพาะมุมที่หันหน้าไปทางป้อมเมร์รันการ์เท่านั้นทั้งยังมีวัง “อูเมด พาวัน” ( Umaid Bhawan) ที่ตั้งอยู่ไม่ไกล เป็นฉากหลังอันงดงาม
 
วันที่ 6: <วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน 2563> Jodhpur – Sadar Market – Clock Market - Toorji Ka Jhalara Step Well  – Jaipur
หลังรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม เราจะไปเดินเล่นเพื่อซึมซับและเก็บภาพวิถีชีวิตชาวเมือง ในตลาดเก่าจ๊อดปูร์(Bazaar of the Old City), ตลาดซาดาร์ (Sadar Market), หอนาฬิกาอันใหญ่ประจำเมืองที่คลาสสิก (Clock Tower),  รวมถึง บ่อน้ำ Toorji Ka Jhalara Step Well ที่ช่างภาพหลงไหลในแสงเงา ที่เกิดจากสถาปัตยกรรมอันมีเอกลักษณ์ของที่แห่งนี้ หลังจากนั้นออกเดินทางไปยังเมือง จัยปูร์

ตลาดซาดาร์ (Sadar Market) 
ตลาดสาย ที่เมืองจ๊อดปูร์ เรียงรายด้วยร้านรวงของข้าวของต่างๆ ผู้คนพลุ่นพล่านจะเริ่มตั้งแผงขายของกันประมาณ 9 โมง ตรงหัวมุมมีร้านไข่เจียวในตำนานด้วยนะ เป็นร้านที่ได้ลงในหนังสือ Lonely Planet เมื่อมองผ่านความมีชีวิตชีวาของตลาดไปอีกด้านหนึ่งจะเห็นป้อม Mehrangarh
 
ตลาดเก่าจ๊อดปูร์ (Bazaar of the Old City)
'เมืองชมพู' Jaipur ไม่เพียง แต่เป็นที่รู้จักสำหรับป้อมและศิลปะ Bazaar of the Old City เป็นตลาดที่ประกอบด้วยหลายร้อยร้านค้าที่ขายอัญมณี, เครื่องประดับมากมาย, สินค้า แบบดั้งเดิมม เสื้อผ้า และอื่นๆ เป็นอีกแห่งที่เราสามารถสัมผัสและเข้าใจวิถีชีวิตคนที่นี่ได้อย่างดี
 
หอนาฬิกา (Clock Tower)
หอนาฬิกาอันใหญ่ประจำเมืองและคลาสสิกนี้ ตั้งอยู่ในบริเวณที่รายล้อมด้วยผู้คนพลุ่นพล่าน เราสามารถเดินเล่นตามตรอกซอยของเมืองจอดห์ปูร์ เพื่อซึมซับและเก็บภาพวิถีชีวิตของผู้คนที่นี่
ไม่ไกลจากหอนาฬิกาจะเจอบ่อน้ำ Toorji Ka Jhalara Step Well  ที่นี่เป็นที่ชื่นชอบขอบนักถ่ายภาพ  หรือเราสามารถเลือกนั่งจิบชา ที่ Step Well House Cafe ก็ได้
ในยามกลางคืนหอนาฬิกาจะเปิดไฟหลากสี เมื่อสะท้อนออกมาก็งดงามอีกแบบหนึ่ง และที่นี่เป็นอีกจุดหนึ่ง ที่จะมองเห็นความเป็นไปของวิถีชีวิตชาวเมืองจ๊อดปูร์ได้อย่างดีที่สุด
 
Toorji Ka Jhalra (Toorji's Step Well)
ถูกสร้างขึ้นในปี 1740 โดยสมเด็จพระราชินี, Maharaja Abhay Singh's Consort สร้างเป็นสระน้ำสาธารณะใช้เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับประเพณีเก่าแก่ของราชวงศ์
น่าสนใจที่ว่าสระนี้ได้จมอยู่ใต้น้ำและเต็มไปด้วยเศษซากมานานหลายทศวรรษ เพิ่งได้รับการระบายน้ำทำความสะอาด เมื่อไม่นานมานี้
ในขั้นตอนการขุดค้นนั้นลงไปกว่าสองร้อยฟุตเพื่อเผยให้เห็นสมบัติล้ำค่า โดยผนังซึ่งสร้างด้วยหินทรายสีแดงกุหลาบแดงของ Jodhpur ที่มีชื่อเสียง ถูกแกะสลักด้วยมือ รวมถึงการแกะสลักที่ซับซ้อนในรูปช้างเต้นรำ, สิงโตในยุคกลางและวัว เช่นเดียวกับภาพแกะสลักเทวรูป
พื้นที่ทั้งหมดรอบ ๆ ขั้นตอนของ Toorji Ka Jhalra ได้รับการปรับปรุงใหม่เมื่อเร็ว ๆ นี้ภายใต้โครงการ JDH ซึ่งมีร้านค้าร้านอาหารโรงแรมและคาเฟ่ที่มีชีวิตชีวา

วันที่ 7: <วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน2563> Jaipur ✈ Bangkok 
เดินทางไปที่สนามบิน Jaipur International เพื่อเดินทางกลับประเทศไทย ด้วยสายการบิน Thai Smile เที่ยวบินที่ WE 344 (Direct Flight) เวลาเครื่องออก 02:15 น. ระยะเวลาเดินทาง 4 ชม. 30 นาทีและถึงสนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพโดยสวัสดิภาพ เวลาท้องถิ่น 08:15 น. ของวันเดียวกัน

 

รายละเอียดค่าบริการ และ การชำระเงิน
อัตราค่าบริการ: 39,000 บาท/ท่าน 
(สามารถแบ่งชำระได้ 2 งวด)
พิเศษ!!! สำหรับลูกค้าเก่า Foto Journey ราคาเพียง 35,900 บาท/ท่าน
(ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบิน และ ค่าดำเนินการทำวีซ่า)

เงื่อนไขการจองและการชำระเงิน:
ณ วันที่จอง : ชำระมัดจำงวดแรก 18,000 บาท
ภายในวันที่ 5 ตุลาคม 2563 : ชำระมัดส่วนที่เหลือทั้งหมด
***โดยบริษัทถือลำดับการชำระเงิน เป็นสำคัญ ในการยืนยันสิทธิ์การเดินทาง สำหรับลูกค้าที่เดินทางท่านเดียว ทางบริษัทจะจัดหารูมเมทให้โดยไม่จำเป็นต้องชำระค่าใช้จ่ายสำหรับพักเดี่ยวแต่อย่างใด***

ค่าบริการนี้รวม:
- ค่าโรงแรมที่พัก 4 ดาว ตลอดการเดินทาง  (พักห้องคู่)
- ค่าอาหารทุกมื้อ ตลอดการเดินทาง
- ค่ารถรับ ส่ง ไป กลับ สนามบินในอินเดีย
- ค่าเข้าเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆที่ระบุไว้ในโปรแกรม
- ค่ายานพาหนะภายในประเทศ 35 ที่นั่ง เพื่อความสะดวกสบาย สำหรับทุกท่าน
- ค่ามัคคุเทศก์ท้องถิ่น
- บริการถ่ายภาพและสอนการถ่ายภาพตลอดการเดินทาง
- ค่าประกันภัยการเดินทางอุบัติเหตุ วงเงินรวมสูงสุด 2,000,000 บาท เงื่อนไขตามรายละเอียดในกรมธรรม์
 
ค่าบริการนี้ไม่รวม:
- ตั๋วเครื่องบินระหว่างประเทศไปกลับ BKK-Jaipur และ Jaipur-BKK
- ค่าทำวีซ่า 
- ค่าทิปไกด์ท้องถิ่นและพนักงานขับรถ
- ค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่นๆ นอกเหนือรายการ เช่น ค่าเครื่องดื่ม มินิบาร์ ค่าโทรศัพท์ ค่าซักรีด เป็นต้น
- ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดการณ์

การชำระเงินค่าเดินทาง :
สามารถโอนเงินเข้าบัญชี
ธ.กสิกรไทย    เลขที่บัญชี 037-2-57628-6 หรือ

ธ.ไทยพาณิชย์  เลขที่บัญชี 408-825346-9 


ชื่อบัญชี บริษัท โฟโต้ เจอร์นี่ จำกัด
หลังจากโอนเงินแล้ว กรุณาส่งใบโอนเงินไปที่ 

Line@: @FotoJourney หรือ

คลิก! Line : https://lin.ee/62Sr8ZV หรือ 

Inbox Facebook: FotoJourneyTH 

ข้อมูลและลักษณะของทริปที่สำคัญ
- ทริปนี้มีลักษณะเป็น Photo Trip จะเน้นถ่ายรูปแสงเช้า แสงเย็น เป็นหลัก ดังนั้น แผนเดินทางอาจจะมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อให้ทุกท่านได้ถ่ายภาพตามให้มากที่สุด
- การทำวีซ่า โดยเราจะช่วยอำนวยความสะดวกเรื่องเอกสารใบสมัครและแผนการเดินทาง เพื่อประกอบการยื่นขอวีซ่า ซึ่งจะนัดหมายกันอีกครั้ง ประมาณ 2 - 3 เดือนก่อนวันเดินทาง
- บริการจัดการจองตั๋วเครื่องบิน
กรณีให้ Foto Journey (FJ) ออกบัตรโดยสาร จะเป็นการจองที่นั่งบัตรโดยสารผ่านระบบ GDS ( Global Distribution System ) มีระยะเวลาในการออกบัตรโดยสาร (โอนเงินค่าตั๋วฯ) ภายใน 48-72 ชั่วโมง 
ซึ่งต่างจากราคาบนหน้าเว็ปไซด์ ที่เป็น Real Time Rate ที่ขึ้น-ลง ตามสายการบิน 
โดยรับบริการจองตั๋วเครื่องบิน ตั้งแต่วันที่ทริปนั้นยืนยันการออกเดินทาง จนถึง 30 วันก่อนกำหนดวันเดินทางในทริปนั้นๆ

ข้อมูลที่จำเป็น ในการสำรองที่นั่ง ผ่านระบบ GDS  
1.ชื่อ - นามสกุล ตามหน้าหนังสือเดินทาง
2.Frequent Flyer Number หรือบัตรสะสมไมล์ 
3.ระบุที่ั่นั่งที่ต้องการ เช่น ริมทางเดิน ริมหน้าต่าง อาจมีค่าใช่จ่ายเพิ่มขึ้นตามเงื่อนไขของสายการบิน 
4.หลังจากสำรองที่นั่งแล้ว ทาง Foto Journey (FJ) จะแจ้งราคาบัตรโดยสารที่ไม่มีธรรมเนียมค่าบริการ 
5.สมาชิกโอนเพื่อออกบัตรโดยสารภายในวันเวลาที่กำหนด เพื่อป้องกัน ฺBooking จะ Auto Cut 
6.กรณีโอนเงินไม่ทันตามกำหนด และมีการสำรองที่นั่งใหม่ อาจมีราคาที่เท่าเดิม หรือ สูงขึ้นกว่าเดิม ขึ้นอยู่กับสถานะของที่นั่งในช่วงเวลานั้น ๆ 

เงื่อนไขการยกเลิกทริป
กรณีที่ลูกค้าไม่สะดวกเดินทางและมีความจำเป็นต้องยกเลิกการเดินทาง และมีการยกเลิกการเดินทางกรณีที่ลูกค้าไม่สะดวกเดินทางและมีความจำเป็นต้องยกเลิกการเดินทาง และมีการยกเลิกการเดินทาง
ยกเลิกก่อนวันเดินทาง 90 วัน หัก 16,000 บาท
ยกเลิกก่อนวันเดินทาง 45-90 วัน หัก 25,000บาท
ยกเลิกก่อนวันเดินทาง 15-45 วัน หัก 30,000 บาท
ยกเลิกก่อนวันเดินทาง 15 วัน ไม่สามารถคืนเงินได้ยกเว้นเงินรีฟันด์ตั๋วเครื่องบินให้ลูกค้าตามเงื่อนไขของสายการบินนั้นๆ
หมายเหตุ : ในกรณีที่ค่าทริปรวมตั๋วเครื่องบิน บริษัทจะทำการคืนเงินรีฟันด์ตั๋วเครื่องบินให้ลูกค้าตามเงื่อนไขของสายการบินนั้นๆ
ในกรณีที่ประเทศที่ไปต้องมีการของวีซ่า การยกเลิกทริปเนื่องจากลูกค้ายื่นวีซ่าไม่ผ่านหลังจากชำระมัดจำทริปแล้วให้ใช้เงื่อนไขเดียวกับการยกเลิกทริปโดยลูกค้า แนะนำให้ลูกค้าหลังจากจองทริปไปแล้วควรไปขอวีซ่าแต่เนิ่นๆ เพื่อที่จะเมื่อเกิดปัญหาเรื่องวีซ่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ง่ายกว่าการขอวีซ่าแบบกระชั้นชิด

กรณีที่บริษัทฯ ยืนยันการออกเดินทางแล้ว ทางบริษัทฯ ขอสงวนสิทธ์ในการเก็บค่าใช้จ่ายตามที่ระบุไว้

กรณีที่ท่านยกเลิกการเดินทาง และ มีผลทำให้คณะเดินทางไม่ครบตามจำนวนที่บริษัทฯกำหนด เนื่องจากเกิดความเสียหายต่อบริษัทฯ และ ผู้เดินทางท่านอื่นๆที่เดินทางในคณะเดียวกัน บริษัทฯต้องนำไปชำระค่าเสียหายต่างๆที่เกิดจากการยกเลิกของท่าน


 
ความรับผิดชอบ และ เงื่อนไขอื่นๆ
ในกรณีที่ทริปต้องถูกยกเลิกการเดินทาง ด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ เช่น เกิดการก่อการร้าย เกิดความไม่สงบ เกิดการประท้วง เกิดจากภัยธรรมชาติทำให้ไม่สามารถเดินทางได้ หรือเหตุอื่นๆที่ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัย โดยถือว่าการตัดสินใจยกเลิกการเดินทางเป็นสิทธิ์ขาดของทางบริษัท ทางบริษัทยินดีที่จะคืนค่าทริปที่ลูกค้าจ่ายมาทั้งหมด ยกเว้นค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก หรืออื่นๆที่มีการดำเนินการชำระเงินไปแล้ว
บริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบใดๆ ที่เกิดจากความล่าช้าของสายการบิน เหตุการณ์ทางการเมือง การปฏิเสธการเข้าเมือง การโดนกักตัว หรือถูกส่งตัวกลับ ความเสียหายหรือสูญหายของกระเป๋าเดินทาง กระเป๋าใบเล็ก หรือของมีค่าส่วนตัวของท่านระหว่างการเดินทาง โดยสิทธิประโยชน์ของท่านจะได้รับตามกรมธรรม์ประกันการเดินทางที่ระบุความรับผิดชอบไว้เท่านั้น ทั้งนี้ บริษัทฯ จะยืดถือผลประโยชน์ของลูกค้าเป็นสําคัญ แต่ไม่สามารถคืนเงินค่าทริปให้ท่านได้
และหากเกิดเหตุสุดวิสัยดังต่อไปนี้ ทางบริษัทไม่อาจรับผิดชอบต่อความเสียหายต่างๆ ที่อยู่เหนือการควบคุมของเจ้าหน้าที่บริษัทฯ อาทิ
o การนัดหยุดงาน การจลาจล เปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาในตารางบิน ภัยธรรมชาติ ฯลฯ หรือค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เกิดขึ้น ทั้งทางตรง หรือทางอ้อม เช่น การเจ็บป่วย การถูกทำร้าย การสูญหาย ความล่าช้า หรือ จากอุบัติเหตุต่างๆ ฯลฯ
o การตอบปฏิเสธการเข้าและออกเมืองของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าหรือออกเมือง อันเนื่องมาจากมีสิ่งผิดกฏหมาย หรือเอกสารการเดินทางไม่ถูกต้อง หรือการถูกปฏิเสธในกรณีอื่นๆ
o  การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากสายการบินเช่น การยกเลิกเที่ยวบิน / เครื่องดีเลย์ / กระเป๋าสัมภาระมาไม่ครบ / การขึ้นราคาค่าตั๋วเครื่องบิน เป็นต้น
o บริษัทฯ มีสิทธ์ที่จะเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบางประการในทัวร์นี้ เมื่อเกิดเหตุสุดวิสัยจนไม่อาจแก้ไขได้

 

  • White Facebook Icon
  • White Instagram Icon
  • White YouTube Icon

Foto Journey Co., Ltd

ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว เลขที่ 11/09199