"Complete your frame....

with a great Journey"

“Most Beloved Nature in Dolomites” 

Foto Journey ยินดีพาท่าน… ร่วมเดินทางสู่แนวเทือกเขาที่เล่าขานว่าสวยที่สุดในโลก “Dolomite”… เทือกเขาแห่งเปลวไฟที่กลายเป็นหิน… สักครั้งในชีวิตที่คุณต้องพิชิตความอลังการของภูเขาหินที่เปลี่ยนสภาพผ่านกาลเวลานานนับพันปี ด้วยหน้าผาสูงตระหง่านโอบล้อมประเทศอิตาลีให้อยู่ภายใต้ร่มเงาแห่งเทือกเขาแอลป์มาเป็นเวลาเนิ่นนาน และด้วยความงามที่ได้รับการกล่าวขานนั้นเองทำให้นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกต่างต้องการที่จะได้สัมผัสความรู้สึกแบบนี้สักครั้ง

 

“โดโลไมท์” หรือ “โดโลมิติ” ดินแดนทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอิตาลี มีชายแดนติดกับประเทศออสเตรีย เป็นพื้นที่ที่แนวกำแพงของเทือกเขาของเทือกเขาแอลป์พาดผ่าน ให้คุณได้ลองเดินบนสันเขาสูงชันและมองทัศนียภาพสวยงามแปลกตา และเอนกายริมทะเลสาบแสนสงบที่อยู่รายล้อมเทือกเขาแห่งนี้ไว้ จนทำให้ Dolomites ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกจากองค์การ UNESCO ให้เป็นหนึ่งในเทือกเขาที่สวยที่สุดในโลก ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติที่สวยงามแตกต่างกันในทุกฤดูกาล หน้าผาสูงตระหง่านและหุบเหวลึก ทอดตัวอย่างสงบและยิ่งใหญ่รอให้คุณได้มาเยี่ยมเยือน เก็บความประทับใจกลับไปด้วยสายตาของตัวท่านเอง

และที่สำคัญเราจะพาทุกท่านไปถ่ายรูปในหลายประสบการณ์ หลากเทคนิค โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านการภาพถ่าย (Photo Specialist) สอนถ่ายภาพตั้งแต่ระดับพื้นฐาน คอยแนะนำเทคนิค, มุมมอง, องค์ประกอบภาพ รวมถึงการให้คำปรึกษาวิเคราะห์ภาพที่ถ่ายอย่างเป็นกันเอง และ เข้มข้น
 

HIGHLIGHT:

o    ไม่เหมือนใครโดยการเพิ่มเติม หมู่บ้านสีลูกกวาดริมหน้าผาแสนน่ารักแห่งลิกูเรีย  Manarola Village เราจะพาไปจุดชมวิวที่สวยงามสุดยอด เป็นทางเดินชมวิวสุดอลังการ

o    แตกต่างได้อีกกับพาเดิน Tre Cime  Route  ยอดเขาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งในแถบ Dolomite และถือเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่ ลักษณะจะเป็นยอดเขารูปเหลี่ยมสูงแหลมหน้าตาประหลาดแต่ก็สวยงามสมชื่อ ทั้งหมดจะมีสามยอดติดกัน 

o    เทือกเขาโดโลไมท์ (Dolomite) หนึ่งในเทือกเขาที่สวยที่สุดในโลกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาแอลป์ที่ทอดตัวอยู่ในอิตาลีตอนเหนือ ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกจากองค์การ UNESCO ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติที่สวยงามแตกต่างกันในทุกฤดูกาล เปรียบเสมือนดังหญิงสาวสวย ที่ไม่ว่าจะสวมอาภรณ์ใดก็งดงาม
o    เมืองเซียน่า (Siena) เมืองเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ท่ามกลาวทิวทัศน์ราวเทพนิยาย ศูนย์กลางศิลปะของอิตาลี มรดกโลกที่ได้รับการอนุรักษ์ให้เป็น World Heritage Site


o    ทะเลสาบคาเรซซา (Lake Carezza) ทะเลสาบสายรุ้งหลากหลายสีสัน ถูกห้อมล้อมด้วยเทือกเขาสูงเสียดฟ้า


o    พาซโซ การ์เดนา (Passo Gardena) หนึ่งเส้นทางคดเคี้ยวผ่านภูเขาอีกหนึ่งสายที่งดงามอลังการณ์ด้วยทิวทัศน์ทุ่งหญ้าและภูเขาสูงใหญ่แห่งเทือกเขาโดโลไมท์
o    เตรซิมึนดิลาวาเรโด (Tre Cime di Lavaredo) ยอดเขาที่โดดเด่นด้วยทุ่งหญ้าสีเขียวขจีตลอดแนวเทือกเขา รวมไปถึงยอดเขาที่ตั้งตระหง่านทั้ง 3 ยอด เปรียบได้ดั่งสังเวียนแห่งการต่อสู้ของเหล่าทวยเทพ
o    ทะเลสาบมิซูริน่า (Misurina Lake) ภาพของทะเลสาบที่ถูกใช้ในการโปรโมทการท่องเที่ยวของประเทศอิตาลีมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ  ทะเลสาบน้ำใสราวกับกระจก สะท้อนภาพแนวเทือกเขาสู่งตระหง่านลงบนผืนน้ำอันเงียบสงบ
o    เวนิส (Venezia) หนึ่งในเมืองที่สวยที่สุดในประเทศอิตาลี รู้จักกันในด้านของความเจริญรุ่งเรืองทางประวัติศาสตร์และศิลปะ

 

รายละเอียดการเดินทาง:

วันที่ 1 <เสาร์ที่ 22 มิถุนายน 2562 Bangkok ✈  France - La Sainte Chapelle - Cathedrale Notre Dame de Paris- Montparnasse>
ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ เวลา 00.05 ด้วยสายการบิน Thai Airways เที่ยวบินที่ TG930 ไปยังเมืองปารีส ประเทศ ฝรั่งเศส เครื่องลงเวลา 07.05 น. วันเดียวกัน
สถานที่แวะเที่ยวชมและเก็บภาพในวันนี้ ได้แก่ โบสถ์ La Sainte-Chapelle (เข้าชมด้านใน), โบสถ์ Cathedrale Notre Dame de Paris (เยี่ยมขมจากด้านนอก), ตึก Montparnasse (ขึ้นตึกเพื่อเก็บภาพเมืองปารีส)

โบสถ์ La Sainte-Chapelle
เรียนรู้การถ่ายภาพสถาปัตยกรรม แบบ Low Light ที่ โบสถ์แซงท์ ชาแปลล์ (Saint Chapelle) ซึ่งมีรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบแรยอน็อง(Rayonnant)ที่สวยงามมากที่สุดในยุคโกธิค ภายในมีลวดลายกระจกที่มีความสวยงามอันตื่นตาตื่นใจ ตกแต่งด้วยสีสันอันโดดเด่น บรรยากาศสุดแสนสงบ เป็นผลงานเชิงศิลปะสุดแสนคลาสสิคที่หาชมได้ยาก

โบสถ์ Cathedrale Notre Dame de Paris 
มหาวิหารแห่งแรกที่สร้างในสไตล์โกธิค คำว่า Notre Dame แปลว่า พระแม่เจ้า (Our Lady) เป็นคำที่ชาวคาทอลิกใช้เรียก พระนางมารีย์พรหมจารี แต่เดิมโบสถ์แห่งนี้ ถูกสร้างขึ้นตรงที่ของชาวโรมัน ซึ่งชาวโรมันสร้างวัดขึ้นมาเพื่อบูชาเทพจูปิเตอร์ จากนั้นเลยมาสร้างให้เป็นโบสถ์

ตึก Montparnasse
ตึก มงต์ปาร์นาส (Montparnasse) เป็นตึกระฟ้าเพียงไม่กี่แห่งในปารีส ทำให้ทัศนียภาพจากหอสังเกตการณ์บนชั้น 56 ในวันที่อากาศปลอดโปร่ง เราสามารถมองได้ไกลถึง 40 กม. ในทุกทิศทาง เราจะเยี่ยมชมหอสังเกตการณ์ในยามค่ำ เพื่อชมเมืองและหอไอเฟลยามประดับด้วยแสงไฟ ผู้คนมักจะชอบตึกมงต์ปาร์นาสมากกว่าหอไอเฟล เพราะว่าเดินทางน้อยกว่าและมีวิวที่สวย

หอไอเฟล (Eiffel Tower)
หอไอเฟล (Eiffel Tower) เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คสำคัญ ของประเทศฝรั่งเศส ในทริปนี้เราจะไปหามุมถ่ายภาพหอไอเฟสในหลายรูปแบบ หลากเทคนิค 
หอไอเฟลเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตั้งชื่อตามกุสตาฟ ไอเฟลสถาปนิกและวิศวกรชั้นนำของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผู้ออกแบบหอคอยนี้ หอไอเฟลสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ของงานแสดงสินค้าโลก ในปี ค.ศ. 1889 (Exposition universelle de Paris de 1889) เพื่อแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของประเทศฝรั่งเศส ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และความสวยทางศิลปะสถาปัตยกรรม หอคอยสูงงดงามแห่งนี้เป็นดาวเด่นที่สร้างความประทับใจแก่ผู้ร่วมงาน ซึ่งต่อมาได้รู้จักในนามหอไอเฟลและกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของกรุงปารีส และใน ค.ศ. 2006 นักท่องเที่ยวกว่า 6,719,200 คนได้เข้าเยี่ยมชมสถานที่แห่งนี้ และกว่า 200,000,000 คนตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง ส่งผลให้หอไอเฟลเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีคนเข้าชมมากที่สุดต่อปีอีกด้วย หอไอเฟลสูง 324 เมตร (1,063 ฟุต) หรือสูงเท่ากับตึก 81 ชั้น

 


วันที่ 2 <วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน 2562 Paris - Clearmont Ferran - Puy de Sancyn (Auvergne) - Clearmont Ferran>
วันนี้เป็นวันเดินทางลงทางตอนใต้ของฝรั่งเศศ สถานที่แวะเที่ยวชมและเก็บภาพในวันนี้ ได้แก่ เมือง Clearmont Ferran, หุบเขา Puy de Sancy

Clearmont Ferran (แคลร์มอง เฟอร์ครองด์)
แคลร์มอง เฟอร์ครองด์ เมืองอันเก่าแก่ และเป็นศูนย์กลางในฐานะเมืองหลวงแห่งแคว้นโอแวร์ญ โดยแต่เดิมเมืองแห่งนี้ถูกแบ่งออกเป็น 2 เมืองคือ 
แคลร์มอง และ เฟอร์ครองด์ ซึ่งเป็นเมืองที่เป็นอริกันมาอย่างยาวนาน จนกว่าจะมารวมเป็นหนึ่งในปี ค.ศ. 1630
บริษัทมิชลินเป็นบริษัทผลิตยางรถยนต์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกมาอย่างยาวนานนับ 100 ปี แต่น้อยคนนักที่จะรู้จักแหล่งต้นกำเนิด หรือที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัทยางรถยนต์ชื่อดังแห่งนี้ ซึ่งแท้จริงแล้วบริษัทมิชลินมีต้นกำเนิดขึ้นครั้งแรกที่เมืองแคลร์มอง เฟอร์ครองด์ และได้มีการขยายสาขาไปทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบัน

หุบเขา Puy de Sancy
เป็น 1 ใน 10 ของวิวยอดภูเขาที่สวยที่สุด ในเขต Auvergne (แค้วนโอแวร์ญ), ประเทศฝรั่งเศส 
Puy de Sancy ("Mount of the Cross") เป็นเทือกเขาที่สูงที่สุดในเทือกเขาแม็กซิฟเซ็นทรัล เนินเขาทางตอนเหนือและทางใต้ใช้สำหรับเล่นสกี


วันที่ 3 < วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน 2562 Clearmont-Ferrand – Provence - Valensole - Provence>
เดินทางต่อไปยัง แคว้นโพรวองซ์ (Provence) เมือง Valensole เพื่อชื่นชมความงามของ ทุ่งดอกลาเวนเดอร์


โพรวองซ์ (Provence) ดินแดนทางตอนใต้ของฝรั่งเศสที่อยู่ติดกับอิตาลี สภาพภูมิประเทศที่สามารถแบ่งได้เป็น 3 ส่วนตามชื่อ เขตการปกครองอย่างเป็นทางการที่ว่า โพรวองซ์-แอลป์-โกตดาซูร์ (Provence-Alps-Côte d’Azur) นั่นคือ เขตโพรวองซ์ หรือกลุ่มเมืองบนเนินเขา ที่เชื่อมระหว่างเทือกเขาแอลป์เข้ากับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเข้าไว้ ด้วยกัน ชาวเมืองเหล่านี้มีอาชีพหลักคือการปลูกทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ปะปนไปกับการทำไร่องุ่นเพื่อผลิตไวน์ ซึ่งทิวทัศน์อันสวยงามที่ว่า ได้เคยดึงดูดศิลปินที่มีชื่อเสียงอย่างเซซานน์ (Cézanne) และแวน โก๊ะห์ (Van Gogh) ให้มาปักหลักใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาแล้ว ส่วนที่สองคือส่วนเทือกเขาแอลป์ ที่โดดเด่นเรื่องกิจกรรมกลางแจ้งต่างๆ นอกจากสกีรีสอร์ตกว่า 300 แห่ง แล้วเขตนี้ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อย่างการขี่ม้าชมเขา ปีนเขา ขี่จักรยาน รวมไปถึงการเล่นเครื่องร่อน เขตสุดท้ายคือโกต-ดาซูร์ กลุ่มเมืองริมชายฝั่งทะเล (โกต ดาซูร์ ภาษาฝรั่งเศสแปลว่าชายฝั่งสีน้ำเงิน) หรือที่รู้จักกันในนาม “เฟรนช์ ริเวียร่า” (French Riviera) ที่มีเมืองชื่อคุ้นหูอย่างนีส (Nice) คานน์ (Cannes) และกราสส์ (Grasse)

ล็อกซิทาน (L’Occitane) 
ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและเครื่องหอมที่มีชื่อเสียงที่รู้จักกันดีในประเทศไทย ผลิตภัณฑ์ทุกชนิดเกิดจากวัตถุดิบที่หาได้ในเขตโพรวองช์ บริษัทนี้ตั้งโดย โอลิวิเย่ โปซอง (Olivier Baussan) ในปี พ.ศ. 2519 โอลิวิเย่โปซองเป็นชาวโพรวองช์ ก่อตั้งล็อกซิทานโดยที่ไม่มีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับเรื่องผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและเครื่องหอมเลย 
เพราะโอลิวิเย่หลงรักในน้ำหอมและดอกไม้ นี่คือความสำเร็จของล็อกซิทาน เพราะเบื้องหลังของผลิตภัณฑ์มีเรื่องราวเป็นพื้นฐานเกี่ยวกับพันธุ์ไม้ต่างๆ และสืบทอดกันมาหลายรุ่น จนตอนนี้ล็อกซิทานจึงได้นำประเพณีเก่าๆ กลับมาใช้ 
     
วันที่ 4 <วันอังคารที่ 25 มิถุนายน 2562 Provence - Valensole - Provence>
ตื่นเช้าไปรับแสงแรกท่ามกลางทุ่งดอกลาเวนเดอร์ และไปเก็บแสงเช้า ช่วงสายเราจะพาท่านไปทานอาหาร และพักผ่อนตามอัธยาศัย 
ช่วงเย็นเราจะไปเก็บแสงเย็นที่ทุ่งลาเวนเดอร์อีกครั้งในมุมใหม่ และเดินทางกลับสู่ที่พัก


วาลองโซล (Valensole)
เมือง Valensole แหล่งปลูกลาเวนเดอร์ที่มากที่สุดและใหญ่ที่สุดในฝรั่งเศส ถึงแม้ลาเวนเดอร์จะมีมากกว่า 30 สายพันธุ์แต่ที่มีในแคว้นโพรวองซ์ จะเป็นพันธุ์ True Lavender ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มีคุณภาพดีมาก และปลอดภัย มีกลิ่นที่เรียกว่าหอมหวานที่สุดและเหมาะสำหรับใช้ในอโรมาเทอราพี สามารถใช้กับเด็กเล็กได้ หากแต่ราคาก็จะสูงด้วย ซึ่งพันธุ์นี้จะขยายพันธุ์และเจริญเติบโตในระดับความสูง 700 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล และชอบขึ้นในที่แห้ง แถมยังทนต่ออากาศหนาวได้ดีแม้อุณหภูมิ ติดลบถึง 15 องศาเซลเซียส แต่สำหรับผลิตภัณฑ์ที่นำมาสกัดทำสบู่ หรือเครื่องสำอางและที่ใช้ในครัวเรือนทั่วไปเห็นจะเป็นพันธุ์ Lavandin เป็นพืชพันธุ์ผสมระหว่าง True Lavender กับ Spike Lavender ให้ผลผลิตน้ำมันหอมระเหยได้มาราว ๆ สองเท่า ของ True Lavender น้ำมันที่ได้จาก Lavandin จึงราคาถูกกว่า ซึ่งพันธุ์นี้จะพบเห็นได้ทั่ว ในระดับความสูงกว่าน้ำทะเล ระหว่าง 400-600 เมตร และยังมีบางสายพันธุ์ที่ไม่ได้นำมาสกัด แต่ปลูกไว้เพื่อความสวยงามด้วย สำหรับเครื่องสำอางบางยี่ห้อที่มีชื่อเสียงในแคว้นนี้จะใช้ลาเวนเดอร์แท้ที่มีคุณภาพสูง พันธุ์ (Lavandula Angustifolia and Lavandula Stoechas) 

วันที่ 5 <วันพุธที่ 26 มิถุนายน 2562 Provence – Marseille ✈  Paris – Louvre>

นำท่านเดินทางไปสนามบิน Marseille เพื่อเดินทางไปยัง Paris และ เยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์ Louvre (จากด้านนอก)

พิพิธภัณฑ์ Louvre
สิ่งที่ไม่ควรพลาดสำหรับช่างภาพ คือการถ่ายภาพพีระมิดแก้ว และ ตัวอาคารลูฟร์ อันเป็นพระราชวังเก่า มีความสวยงามอย่างหาตัวจับยาก ทำให้บางคนถึงกับขนานนามว่าลูฟร์ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่สวยที่สุดในโลก และในทริปนี้เราจะพาเข้าชมภายในพิพิธภัณฑ์ ที่ได้รวบรวม ภาพวาด โมนาลิซ่า อันโด่งดังของจิตรกรเอก ลีโอนาโด ดาวินชี่ รวมถึงประติมากรรมหินอ่อนแกะสลักรูปเทพีวีนัส หรือเทพีแห่งความรักของกรีกโบราณ คาดว่ามีอายุกว่า 2100 ปี แม้ว่าแขนทั้งสองข้างของรูปปั้นจะขาดไป ยังมีอีกหลายอย่างที่ไม่ควรพลาด


วันที่ 6 <วันพฤหัสที่ 27 มิถุนายน 2562 Paris - Etretat, Normandy - Mont Saint-Michel>
วันนี้เราจะออกเดินทางไปทางตอนเหนือของปารีส เมืองที่ติดริมทะเล และเป็นเมืองแห่งวัน D Day ของทหารพันธมิตรที่ยกพลขึ้นบกที่แคว้น Normandy เยี่ยมชมและถ่ายภาพ ผาโค้ง Etretat, Normamdy, วิหารกลางน้ำ Mont Saint-Michel

ผาโค้ง Etretat, Normamdy
ความพิเศษของผาโค้ง เอทเทรทาท์ ในนอร์มองดี คือความโดดเด่นของผาหินที่หากหามุมถ่ายภาพได้ดี จะได้ภาพผาเหมือนช้างตัวยักษ์กำลังเอางวงจุ่มลงน้ำ บางทีที่นี่ได้ ชื่อว่าผาช้าง นอกนั้นอาจจะมีโบนัสพิเศษหากวันและเวลาที่เราไปถึง น้ำลงมากๆ เราสามารถเดินลงไปชมสุสานหอยนางรมได้อีก ชายหาดจะไม่ยาวนักเพราะถูกขนาบด้วยหน้าผา วัดระยะได้เพียงประมาณ 400 เมตร และยังเป็นหาดหินไม่ใช่หาดทราย กับบรรยากาศอันแสนจะสงบมีมวลนกนางนวลบินผ่านเป็นระยะกลับทำให้ที่นี่มีเสน่ห์อย่างน่าทึ่ง

วิหารกลางน้ำ Mont Saint-Michel
Mont Saint-Michel แปลว่า “เนินเขาแห่งเซนต์ไมเคิล” เป็นวิหารคริสต์ที่สร้างอยู่บนเกาะกลางทะเลริมชายฝั่งแคว้นนอร์มังดี และเมื่อน้ำลดก็สามารถเดินจากชายฝั่งไปยังวิหารแห่งนี้ได้เลย มองแซงมิเชล ถูกยกให้เป็น “สิ่งมหัศจรรย์ของโลกตะวันตก” (Wonder of the Western World) และเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศฝรั่งเศส และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก 
เดิมทีเกาะแห่งนี้มีชื่อเรียกว่า “มงตงบ์ (Mont Tombe)” ตามตำนานเล่าว่าวิหารแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นจากการเข้าฝันนักบุญโอแบร์ บิชอปโดยเทวดามีแชล ซึ่งนักบวชท่านนี้ไม่เชื่อในทีแรกจนการเข้าฝันในครั้งที่ 3 เทวดามิเชลได้ใช้นิ้วจิ้มที่หัวของโอแบร์ หลังตื่นขึ้นมาเค้าก็ต้องตกตะลึงว่ามีร่องรอยบนหัวของเค้าจริงๆ ทำให้เกิดความเชื่อทั้งยังเริ่มก่อสร้างวิหารในที่สุด  ภายหลังในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศสวิหารได้กลายมาเป็นที่คุมขังนักโทษทางการเมือง กระทั่งวิกตอร์ อูโกผู้มีบทบาทสำคัญในการรณรงค์ยกเลิกการเป็นสถานที่คุมขังและได้มีการบูรณะจนกลายมาเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ รวมทั้งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในที่สุด ตัววิหารถูกก่อสร้างด้วยหินแกรนิตนับว่าเป็นปราการธรรมชาติในยุคกลางที่มีความสูงถึง 155 เมตร บนยอดของวิหารมีรูปปั้นทูตสวรรค์มิคาเอล สร้างโดยโดยประติมากรผู้มีชื่อเสียงโด่งดังนามว่า “เอมานูแอล เฟรมีเย (Emmanuel Frémiet)”

วันที่ 7 < วันศุกร์ 28 มิถุนายน  2562 Mont Saint - Michel - Paris>
เยี่ยมชมและถ่ายภาพ วิหารกลางน้ำ Mont Saint-Michel ทั้งจากทางด้านนอกและภายใน ก่อนเดินทางกลับปารีส


วันที่ 8 < วันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน 2562 Paris - Bangkok>
เดินทางออกจากประเทศฝรั่งเศส ด้วยสายการบิน Thai Airways ด้วยเที่ยวบินที่ TG931 ออกเดินทางเวลา 13.40 น. Direct Flight


วันที่ 9 <วันอาทิตย์ที่ 30 กรกฎาคม 2562 Bangkok>
เดินทางถึงเมืองไทยช่วงเช้าในเวลา 05.55 โดยสวัสดิภาพ

 

รายละเอียดค่าบริการ และ การชำระเงิน

อัตราค่าบริการ: ราคาปกติ 58,000  พิเศษ!!! สำหรับสมาชิก ราคาเพียง 54,900 บาท 
(ราคานี้ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบินระหว่างประเทศ, ค่าอาหารกลางวัน-เย็น, ค่าทำวีซ่า)

เงื่อนไขการจองและการชำระเงิน:

ณ วันที่จอง : ชำระมัดจำงวดแรก 15,000 บาท
ภายในวันที่ 5 เมษายน 2561 : ชำระมัดจำงวดที่สอง 25,000 บาท
ภายในวันที่ 5 พฤษภาคม 2561 : ชำระมัดส่วนที่เหลือทั้งหมด
***โดยบริษัทถือลำดับการชำระเงิน เป็นสำคัญ ในการยืนยันสิทธิ์การเดินทาง สำหรับลูกค้าที่เดินทางท่านเดียว ทางบริษัทจะจัดหารูมเมทให้โดยไม่จำเป็นต้องชำระค่าใช้จ่ายสำหรับพักเดี่ยวแต่อย่างใด***

 

ค่าบริการนี้รวม:

- ตั๋วเครื่องบินภายในประเทศ
- ค่าที่พักตลอดการเดินทาง (พักห้องคู่)
- ค่ายานพาหนะที่ใช้เดินทาง
- ค่าขึ้นตึก Montparnasse
- บริการถ่ายภาพและสอนการถ่ายภาพตลอดการเดินทาง
- ค่าประกันภัยการเดินทางอุบัติเหตุ วงเงินรวมสูงสุด 2,000,000 บาท เงื่อนไขตามรายละเอียดในกรมธรรม์

 

ค่าบริการนี้ไม่รวม:

- ตั๋วเครื่องบินระหว่างประเทศไปกลับ BKK-Paris และ Paris-BKK
- ค่าอาหารตลอดการเดินทาง (ยกเว้นอาหารบางมื้อที่ทางบริษัทบริการจัดไว้ให้) (ประมาณค่าใช้จ่ายต่อวัน 1,000-1,500 บาท แล้วแต่อาหารที่เลือกรับประทาน)
- ค่าวีซ่าเข้าประเทศฝรั่งเศส 
- ค่าทิปพนักงานบริการ(ถ้ามี)
- ค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่นๆ นอกเหนือรายการ เช่น ค่าเครื่องดื่ม มินิบาร์ ค่าโทรศัพท์ ค่าซักรีด เป็นต้น
- ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดการณ์
   *** ทางบริษัทบริการจัดการจองตั๋วเครื่องบินระหว่างประเทศให้ได้ โดยทางเราจะคิดค่าใช้จ่ายตามจริงไม่มีบวกค่าบริการใดๆ***

การชำระเงินค่าเดินทาง :
สามารถโอนเงินเข้าบัญชี
ธ.กสิกรไทย    เลขที่บัญชี 037-2-57628-6 หรือ

ธ.ไทยพาณิชย์  เลขที่บัญชี 408-825346-9 


ชื่อบัญชี บริษัท โฟโต้ เจอร์นี่ จำกัด
หลังจากโอนเงินแล้ว กรุณาส่งใบโอนเงินไปที่ 

Line@: @FotoJourney หรือ

คลิก! Line : https://line.me/R/ti/p/%40fotojourney หรือ 

Inbox Facebook: FotoJourneyTH 

กำหนดการเดินทาง : 8 –17 สิงหาคม 2563 (10 วัน ลางาน 4.5 วัน และตรงกับวันหยุด 1 วันคือวันที่ 12 สิงหาคม )
จำนวนสมาชิก:
12 ท่าน 
ผู้เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพ (Photo Specialist, PS): 1 ท่าน
(สมาชิก 6: PS 1)

ายละเอียดเส้นทางการบินระหว่างประเทศ: สายการบิน Emirates
ขาไป
เดินทางวันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2563 ด้วยเที่ยวบินที่ EK377 และ EK097
EK377 >>> Suvarnabhumi International Airport, Bangkok (BKK) – Dubai International Airport 
 (DXB) เวลา 03.30 – 06:50 น. (ระยะเวลาเดินทาง 6 ชม. 20 นาที) รอต่อเครื่อง 2 ชม. 20 นาที
EK097
 >>> Dubai International Airport (DXB) – Leonardo da Vinci–Fiumicino Airport, Rome (FCO) เวลา 09.10 – 13:25 น. (ระยะเวลาเดินทาง 6 ชม. 15 นาที)

ถึงท่าอากาศยานนานาชาติเลโอนาร์โด ดาวินชี – ฟีอูมีชีโน เวลาท้องถิ่น 13.25 น. (ระยะเวลาเดินทาง 14 ชม. 55 นาที)

ขากลับ
เดินทางวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม 2563 ด้วยเที่ยวบินที่ EK136 และ EK384
EK136 >>> Venice Marco Polo Airport, Venice (VCE) – Dubai International Airport (DXB) เวลา 15.50 – 23.35 น. (ระยะเวลาเดินทาง 5 ชม. 45 นาที) รอต่อเครื่อง 3 ชม. 15 นาที
EK384>>> Dubai International Airport (DXB) - Suvarnabhumi Airport, Bangkok (BKK) เวลา 02.50 – 12.30 น. ของวันรุ่งขึ้น (ระยะเวลาเดินทาง 6 ชม. 40 นาที)
ถึงสนามบินสุวรรณภูมิใน วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2563 เวลาท้องถิ่น 12.30 น. (ระยะเวลาเดินทางทั้งสิ้น 15 ชั่วโมง 40 นาที)

***ออกตั๋วหลังจากได้รับยืนยันการออกทริป จากทางบริษัทฯเท่านั้น***
***บริการจัดการจองตั๋วเครื่องบิน โดยไม่คิดค่าบริการเพิ่ม… รายละเอียดสามารถดูในหัวข้อ “ข้อมูลและลักษณะของทริปที่สำคัญ” ด้านล่าง***

 

รายละเอียดการเดินทาง:


วันที่ 1: < วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2563 > Suvarnabhumi Airport, Bangkok ✈ Dubai International Airport  ✈  Leonardo da Vinci–Fiumicino Airport, Rome – Tuscany - San Quirico d’Orcia
ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิด้วยสายการบิน Emirate เที่ยวบินที่ EK377 เวลาเครื่องออก 03:30 น. ระยะเวลาเดินทาง 6 ชั่วโมง 20 นาที เดินทางถึงท่าอากาศยาน Dubai International Airport (DXB) ในเวลา 06.50 น. ระยะเวลาต่อเครื่อง 2 ชั่วโมง 20 นาที 
จากนั้นออกเดินทางกันต่อด้วยสายการบินเดียวกัน เที่ยวบินที่ EK097 ออกเดินทางเวลา 09.10 น. ระยะเวลาเดินทาง 6 ชั่วโมง 15 นาที และ ถึงท่าอากาศยานนานาชาติเลโอนาร์โด ดาวินชี – ฟีอูมีชีโน เมืองโรม ประเทศอิตาลี เวลาท้องถิ่น 13.25 น. ของวันเดียวกัน รวมระยะเวลาเดินทางทั้งสิ้น 14 ชม. 55 นาที

หลังจากรับกระเป๋าจากสายพานและผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อยแล้ว เราจะนำท่านเดินทางถ่ายภาพแสงเย็นที่ทุ่งหญ้าแห่งทัสคานี (Tuscany) ทุ่งหญ้าที่สวยราวเทพนิยาย ที่คุณจะต้องทึ่งในความสวยงามด้วยทุ่งหญ้าสีเขียวอันกว้างใหญ่ หลังจากเที่ยวชมสถานที่สำคัญและบันทึกภาพกันอย่างจุใจแล้ว พาท่านรับประทานอาหารเย็นและเข้าสู่ที่พัก วันนี้เราจะพักกันที่เมืองซานคิวริโค ดิโอเซีย (San Quirico d’Orcia)

ทุ่งหญ้าแห่งทัสคานี (Tuscany)
ทุ่งหญ้าที่ตั้งอยู่เนินเขายาวกว้างใหญ่อันเป็นเอกลักษณ์ของแคว้นทัสคานี ด้วยภูมิประเทศแบบ Valdorcia เราจะได้เห็นทุ่งหญ้าสีเขียวขจีปกคลุมทั่วเนินเขาสวยงามเหมือนเมืองแห่งเทพนิยาย ที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของแคว้นทัสคานี (ชาวอิตาลีเรียกว่าตอสคานา) ซึ่งมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม สถานปัตยกรรม ศาสนา วัฒนธรรมและอุตสาหกรรม เนื่องจากมีโรงงานผลิตเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มและเรื่องหนังเป็นจำนวนมาก โดดเด่นเรื่องทิวทัศน์ที่สวยงามและไวน์รสชาติเยี่ยม

วันที่ 2:  < วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2563 > San Quirico d’Orcia – Tuscany – Siena – Piazza del Campo – Duomo di Siena – Manarola Scenic Viewpoint - Presepe di Manarola
ในวันนี้เราจะตื่นกันตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อไปถ่ายแสงเช้าที่ทุ่งหญ้าทัสคานี (Tuscany) จากนั้นกลับมารับประทานอาหารเช้ากันที่โรงแรมและขอให้ทุกท่านเก็บกระเป๋าสัมภาระ เราจะทำการเช็คเอาท์ออกจากโรงแรม เพื่อเดินทางไปยังเมืองเปรเซปี ดิ มานาโรลา (Presepe di Manarola) โดยระหว่างทางเราจะแวะถ่ายภาพที่เมืองเซียน่า (Siena) เยี่ยมชมเมืองที่เป็นศูนย์กลางทางศิลปะของอิตาลี ด้วยสถาปัตยกรรมยุคเก่าที่ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลก จากนั้นพาท่านสู่จัตุรัสเพียซซา เดล กัมโป (Piazza del Campo) และเข้าชมโบสถ์ดูโอโม ดิ เซียน่า (Duomo di Siena) 

ในช่วงบ่ายเราจะเดินทางถึงเมืองเปรเซปี ดิ มานาโรลา (Presepe di Manarola) ซึ่งความโดดเด่นคือการต้องเดินเท้าเข้าไปบริเวณตัวเมือง เนื่องจากมีการคุมเข้มเรื่องการสัญจร พาท่านนำสัมภาระเก็บที่โรงแรมและออกไปถ่ายรูปแสงเย็นกันที่จุดชมวิวมานาโรลา (Manarola Scenic Viewpoint) 

และวันนี้หลังจากที่ทุดท่านได้เพลิดเพลินกับการถ่ายภาพเรียบร้อยแล้ว เราจะพาท่านรับประทานอาหารเย็นและเข้าสู่ที่พัก วันนี้เราจะพักกันที่เมืองเปรเซปี ดิ มานาโรลา (Presepe di Manarola)

เมืองเปรเซปี ดิ มานาโรลา (Presepe di Manarola)
เมืองที่เก่าแก่ที่สุดของเขตเมือง Cinque Terre เป็นที่ตั้งของโบสถ์ St. Lorenzo ซึ่งเป็นโบสถ์ที่สำคัญของเมืองที่ได้รับการก่อสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ. 1338 นับเป็นโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดของละแวกนี้เลยทีเดียว เมืองมานาโรลามีภาษาถิ่นเป็นของตนเองชื่อว่าภาษามานาโรเลส คาดว่าได้รับอิทธิพลภาษามาจากละติน Magna rota ซึ่งคำว่ามาลาโรลา (Manalora) หมายถึง “วงล้อใหญ่” ซึ่งปรากฏวงล้อนี้อยู่บริเวณในเมืองคาดว่าเป็นสัญลักษณ์และที่มาของชื่อเมืองแห่งนี้ โดยมีความโดดเด่นในส่วนของบ้านเมืองที่ยังคงได้รับการอนุรักษ์รูปแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมมาเป็นระยะเวลาหลายร้อยปี

เมืองเซียน่า (Siena)
เซียนาเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ใจกลางทัสคานี ประเทศอิตาลี ภูมิประเทศที่มีเนินเขากว้างใหญ่ มีพื้นที่ประมาณ 118 ตารางกิโลเมตร ประชากร 52,774 คน (ข้อมูลจากปี ค.ศ.2012) เป็นเมืองที่เป็นศูนย์กลางของศิลปะประเทศอิตาลี ได้รับการประกาศโดย UNESCO ให้เป็น World Heritage Site หรือที่เรารู้จักกันว่ามรดกโลก เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวจากในและต่างประเทศให้เขามาเยี่ยมชมเมืองมากกว่า 163,000 คน เมื่อปี 2008 ปัจจุบันยังมีกลิ่นอายของเมืองสมัยยุคกลางหลงเหลืออยู่ มีกิจกรรมอย่างเช่นการแข่งม้าที่จัดขึ้น 2 ครั้งต่อปี

จัตุรัสเพียซซา เดล กัมโป (Piazza del Campo) 
จัตุรัสกัมโป หรือแปลว่าจัตุรัสมหัศจรรย์ ตั้งอยู่กลางเมืองปิซ่า เป็นบริเวณที่มีกำแพงล้อม เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกขององค์กรยูเนสโก้ (UNESCO) และเป็นหนึ่งในจัตุรัสของยุโรปที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์มากที่สุดด้วย เพราะความที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วเรื่องมีสถาปัตยกรรมสุดตระการตา เป็นที่ตั้งของทั้งมหาวิหารปิซ่า หอเอนปิซ่า หอศีลจุ่ม และสุสานอีกด้วย พื้นที่จัตุรัสหลักที่ถือว่าเป็นศูนย์กลางประวัติศาสตร์ของเมืองเซียนา อีกทั้งยังได้รับการยอมรับว่าเป็นจัตุรัสยุคกลางที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป เป็นจัตุรัสที่มีชื่อเสียงในเรื่องความงามและความสมบูรณ์ของงานสถาปัตยกรรมไปทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญๆจำนวนหลายแห่ง 

โบสถ์ดูโอโม ดิ เซียน่า (Duomo di Siena)
อาสนวิหารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์หรือมหาวิหารซีเอนา เป็นอาสนวิหารของคริสตจักรโรมันคาทอลิก ตั้งอยู่ที่เมืองซีเอนาในประเทศอิตาลี เป็นอาสนวิหารประจำอัครมุขมณฑลซีเอนา-กอลเลดีวัลเดลซา-มอนตัลชีโน มหาวิหารซีเอนาเริ่มออกแบบและสร้างเป็นครั้งแรกระหว่างปี ค.ศ. 1215 ถึง ค.ศ. 1263 บนฐานของโบสถ์หลังเดิม แผนผังมหาวิหารเป็นแบบกางเขนละตินโดยมีส่วนขวางด้านหนึ่งยื่นออกมากว่าปกติ พร้อมกับโดมและหอระฆัง โดมที่ตั้งอยู่บนหอแปดเหลี่ยมมาสร้างเพิ่มโดยจัน โลเรนโซ แบร์นีนี ทางเดินกลางแยกจากทางเดินข้างด้วยซุ้มโค้งครึ่งวงกลม ภายนอกและภายในตกแต่งด้วยแถบหินอ่อนขาวสลับเขียวดำยกเว้นด้านหน้าที่แทรกด้วยหินอ่อนสีชมพูแก่เกือบแดง สีขาวดำเป็นสีสัญลักษณ์ของเมืองเซียนาซึ่งตามตำนานกล่าวว่าเป็นสีของม้าของเซเนียสและอาสเคียสผู้ก่อตั้งเมือง

วันที่ 3: < วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม 2563 > Presepe di Manarola - Manarola Scenic Viewpoint – Lake Carezza – Pozza de Fassa (West Dolomite) 
วันนี้เราจะตื่นเช้ากันอีกวันนะครับเพื่อไปถ่ายแสงเช้าสุดอลังการที่จุดชมวิวเมือง Manarola Scenic Viewpoint รวมถึงเดินเท้าเพื่อถ่ายภาพบรรยากาศภายในเมือง จากนั้นกลับมารับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมรวมถึงเก็บสัมภาระและสิ่งของเครื่องใช้ของแต่ละท่าน จากนั้นพาท่านเดินทางสู่ทะเลสาบคาเรซซา (Lake Carezza) ใช้เวลาเดินทางร่วม 5 ชั่วโมง ด้วยระยะทางกว่า 400 กิโลเมตร ขอให้ท่านจัดเตรียมอุปกรณ์ในการเดินทางไกลให้พร้อม เราจะพักถ่ายแสงเย็นกันที่ทะเลสาบแห่งนี้ ซึ่งเป็นการเตรียมตัวก่อนที่จะได้พบกับความยิ่งใหญ่ของเทือกเขา Dolomite ในวันถัดไปครับ

จากนั้นในช่วงเย็นพาท่านรับประทานอาหารและเข้าสู่ที่พัก วันนี้เราจะเข้าพักในโรงแรมที่เมืองพอซซา ดิ ฟาซซา (Pozza de Fassa) ครับ

ทะเลสาบคาเรซซา (Lake Carezza)
ทะเลสาบ Carezza หรืออีกชื่อคือ “Lec de ergobando” แปลได้ว่า ทะเลสาบสายรุ้ง ทะเลสาบแห่งนี้ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของ Dolomite ถือว่าเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ ที่มีวิวทิวทัศน์สวยงามเป็นอย่างยิ่ง น้ำในทะเลสาบมีหลายเฉดสีตั้งแต่ เขียว, เทอร์ควอยส์, ฟ้า และน้ำเงิน ทำให้ทะเลสาบแห่งนี้ถูกเรียกว่าทะเลสาบสายรุ้ง ความพิเศษอีกหนึ่งสิ่งของทะเลสาบแห่งนี้คือมีฉากหลังเป็นเทือกเขา Latmar  ด้วยวิวทะเลสาบสีเขียวทองที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยเขาสูงเสียดฟ้า สะท้อนสีสันหลากหลายของธรรมชาติ เป็นอีกจุดแวะถ่ายรูปที่พลาดไม่ได้

วันที่ 4:  < วันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2563 > Pozza de Fassa – Passo Seela – Alpe di Cisles – Seceda – Dolomiti – Ortesei (West Dolomite)
วันนี้เราจะมุ่งสู่ Dolomite กันอย่างเต็มตัว โดยเริ่มในตอนเช้าเราจะตื่นเช้าขึ้นมาถ่ายภาพกันที่มุม Passo Sella กันก่อนครับ จากนั้นในช่วงสายพาท่านขึ้นกระเช้าเพื่อถ่ายภาพกันที่มุม Alpe di Cisles, Seceda และไฮไลท์ของวันนี้คือมุม Dolomiti โดยเราจะแวะพักกันที่เมืองออติเช่ (Ortesei) กันซักพัก เพื่อเดินทางไปถ่ายภาพเทือกเขากันต่อในช่วงบ่าย จากนั้นในช่วงเย็นพาท่านถ่ายภาพพระอาทิตย์ยามเย็นกันที่โบสถ์เซนต์แมดดาเลนา (St.Maddalena) ซึ่งมีกลุ่มภูเขา Odle ตั้งกระหง่านเป็นสีทองอยู่เบื้องหลังเมื่อสะท้อนกับแสงอาทิตย์ยามเย็น และยังมีอีกหนึ่งสถานที่ที่เราจะพลาดไม่ได้คือโบสถ์ Kiche St.Johann in Ranui โบสถ์ขนาดเล็กใต้ร่มเงาของเทือกเขา Odle ที่คุณจะต้องประทับใจในความงามของเทือกเขาแห่งนี้ไม่รู้ลืม

จากนั้นในช่วงเย็นพาท่านรับประทานอาหารและเข้าสู่ที่พัก วันนี้เราจะพักกันในละแวก Seis am Schlem ครับ

เมืองออติเช่ (Ortesei) 
หรือเมือง Ortisei เป็นสุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามที่น่ามาเที่ยวชมแห่งหนึ่งในประเทศอิตาลี ด้วยบรรยากาศท่ามกลางธรรมชาติ ที่ตั้งอยู่ในหุบเขา Val Gardena ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี รวมถึงมนต์เสน่ห์ของสถาปัตยกรรมหมู่บ้านที่มีสีสันสวยงามเรียงรายกันราวกับหลุดเข้ามาในเมืองสีพาสเทล Ortisei เป็นเมืองเล็กๆ ในจังหวัด South Tyrol  ติดกับประเทศออสเตรียและประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ไฮท์ไลท์ของที่นี่ก็คือขึ้นไปชมวิวแบบ 360 องศากันบนกระเช้า Funivie ortisei สัมผัสอากาศดีๆ และวิวสวยๆ สุดลูกหูลูกตา ด้านล่างจะเห็นกลุ่มยอดเขา Sussolungo ตั้งตะหง่านอยู่ และบ้านเรือน อาคารประดับประดาอยู่ภายหุบเขาอย่างสวยงามลงตัว ซึ่งจุดเด่นภายในหมู่บ้านก็คือโบสถ์หัวหอมสีแดงกลางเมือง Ortisei นั่นเอง

อัลพีดิซิสเลส (Alpe di Cisles, Seceda, Dolomiti)
ที่ราบบนยอดเขาที่กว้างใหญ่ที่สุดในยุโรปมีชื่อเรียกว่า Alpe de Cisles มีลักษณะเป็นทุ่งหญ้าอัลไพน์ (ทุ่งหญ้าในเขตหนาว) มีความสูง 2,519 เมตรจากระดับน้ำทะเล ความโดดเด่นคือแนวหน้าผาที่เหมืองเปลวเพลิงที่ถูกสาบให้แข็งกลายเป็นหิน แม้กระนั้นแนวหน้าผาพวกนี้ยังเหมือนมีชีวิตและรอวันกลับมากลายเป็นเปลวเพลิงได้ เทือกเขาแห่งนี้ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกจากองค์กรยูเนสโกในปี ค.ศ. 2009

วันที่ 5: <วันพุธที่ 12 สิงหาคม 2563> Ortesei – Passo Gardena – Cinque Torri (South Dolomite)
ในวันนี้เราจะพาท่านเดินทางไปที่ South Dolomite เพื่อถ่ายภาพตามแนวเทือกเขาแห่งนี้ โดยเราจะแวะถ่ายมุม Passo Gardena กันซักเล็กน้อย จากนั้นเดินทางกันสู่ยอดเขา Cinque Torri กันต่อโดยการขึ้นกระเช้าและรบชมวิวสวยงามตลอดการเดินทาง เราจะใช้เวลาที่นี่กันทั้งวันครับซึ่งมีมุมสวยๆ ให้เลือกถ่ายภาพกันอย่างจุใจ

**ช่วงเช้าเดินขึ้นเขา 1 ชม. จากจุดจอดรถ เพื่อถ่ายแสงเช้าแล้วเดินลง**

พาซโซ การ์เดนา (Passo Gardena)
Passo Gardena (ปาสโซ่ การ์เดน่า) หรือ Gardena Pass เป็นอีกหนึ่งเส้นทางคดเคี้ยวผ่านภูเขาในเส้นทางสาย Great Dolomite Road อีกหนึ่งสายที่งดงามอลังการณ์ด้วยทิวทัศน์ทุ่งหญ้าและภูเขาสูงใหญ่แห่งเทือกเขาโดโลไมท์ ตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ผลิไปจนถึงปลายฤดูร้อนเส้นทางเส้นนี้จัดได้ว่าเป็นเส้นทางยอดนิยมของนักปั่นจักรยาน นักขี่มอเตอร์ไซค์ Big Bike และนักเดินเขาเป็นอย่างมาก

วันที่ 6: <วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2563> Cinque Torri (South Dolomite) – Passo di Giau - Tre cime di Iavaredo (East Dolomite)
วันนี้เราจะถ่ายแสงเช้ากันที่บริเวณยอดเขา Cinque Torri จากนั้นพาท่านกลับไปเก็บสัมภาระกันที่โรงแรม วันนี้เราจะเตรียมตัวเดินลงเขาเพื่อไปยังจุดที่จอดรถ จากนั้นพาท่านไปถ่ายภาพกันต่อที่มุม Passo di Giau จากนั้นพาท่านเดินทางมารับประทานอาหารเที่ยงและจัดเตรียมเสบียงอาหารเพื่อเดินขึ้นสู่ยอดเขากันอีกครั้ง ถ่ายภาพที่มุม Tre cime di lavaredo วันนี้เราจะพักกันในละแวก Cimabanche

ยอดเขาคินิกซ์ทอรริ (Cinque Torri)
Cinque Torri หรือเรียกกันอีกชื่อว่า 5 Torri คือส่วนของภูเขาที่ถูกลมและพลังของธรรมชาติหลากหลายรูปแบบ ที่คอยกัดเซาะและคอยสลักซ้ำแล้วซ้ำเล่าผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานนับพันปี จนส่วนยอดกลายเป็นแท่งๆ เหมือนหอคอยที่มีขนาดเล็กใหญ่สลับเรียงตัวกันอย่างสวยงาม 

พาซโซ ดิ จาว (Passo di Giau)
หุบเขาสูงเทียมฟ้าที่มีเมฆปกคลุมตลอดทั้งปี ตั้งอยู่บริเวณเทือกเขาใจเขตจังหวัด Belluno เชื่อมต่อระหว่าง Crotina d’Ampezzo และ Colle Santa Lucia หุบเขาแห่งนี้ตั้งอยู่ในกลางทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ที่เชิงเขา Nuvolau (ระดับความสูง 2,574 เมตรจากระดับน้ำทะเล) เป็นเส้นทางที่ถือได้ว่าสูงที่สุดของแนวเทือกเขา Dolomite ที่นิยมใช้ในการแข่งขันปั่นจักรยานในงานเทศกาลมาราธอนที่ใหญ่ที่สุดของอิตาลี

เตรซิมึนดิลาวาเรโด (Tre Cime di Lavaredo)
มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Drei Zinnn เป็นยอดเขาที่โดดเด่นด้วยทุ่งหญ้าสีเขียวขจีตลอดแนวเทือกเขา และมียอดเขาสูงตระหง่านจำนวน 3 ยอด ประกอบด้วย ยอดเขาน้อย (Cima Piccola) ยอดเขาใหญ่ (Cima Grande) และยอดเขาตะวันตก (Cima Ovest) ลักษณะเป็นยอดแหลมที่เหมือนสังเวียนการต่อสู้ทั้ง 3 รูปแบบตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอิตาลีถือได้ว่าเป็ฯกลุ่มภูเขาที่มีชื่อเสียงที่สุดในเทือกเขาแอลป์

วันที่ 7: <วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2563> Tre cime di Iavaredo (East Dolomite) – Misuruna Lake - Lago Antorno Lake (East Dolomite)

วันนี้เราจะถ่ายแสงเช้ากัน จากนั้นพาท่านกลับไปเก็บสัมภาระกันที่โรงแรม วันนี้เราจะเตรียมตัวเดินลงเขาเพื่อไปยังจุดที่จอดรถ จากนั้นพาท่านไปพักผ่อนกันต่อที่ทะเลสาบ Misurina เพื่อถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกที่ทะเลสาบแห่งนี้ ที่สะท้อนเทือกเขาทั้งแนวลงบนผิวน้ำที่ใสสะอาด สำหรับวันนี้เราจะบันทึกภาพกันรอบทะเลสาบซึ่งมีมุมที่สวยงามมากมาย รวมไปถึงการพักผ่อนร่างกายภายหลังการใช้งานแบบเฮฟวี่เวทกันมาหลายวันแล้ว โดยวันนี้เราจะพักกันที่บริเวณ Cimabanche ครับ

ทะเลสาบมิซูริน่า (Misurina Lake)
ทะเลสาปธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในหุบเขาแห่งเขตแคว้นเวเน็ตโต้ (Veneto) ในอิตาลี ตั้งอยู่บนความสูง 1,754 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีความยาวประมาณ 2.6 กิโลเมตร ลึกเฉลี่ย 5 เมตร นอกจากการสัมผัสทัศนียภาพที่งดงามแล้ว นักท่องเที่ยวที่มาเยือนทะเลสาปแห่งนี้จะได้สัมผัสกับอากาศบริสุทธิ์ที่มีการวิจัยว่าอากาศบริเวณนี้มีค่าความบริสุทธิ์ที่สูงมากจนทำให้ถูกเลือกเป็นที่ตั้งศูนย์บำบัดโรคหอบหืดในเด็กแห่งเดียวในอิตาลีด้วย ในการแข่งขันโอลิมปิคฤดูหนาวปี ปี 1956 ทะเลสาปแห่งนี้ถูกเลือกใช้เป็นสถานที่ในการจัดการแข่งขันกีฬาสเก็ตน้ำแข็งประเภทความเร็ว (Speed Skating) ที่ใช้ลานน้ำแข็งธรรมชาติเป็นครั้งสุดท้าย จากมุมของทะเลสาบเราสามารถมองเห็นแนวเทือกเขาแอลป์สะท้อนลงในผืนน้ำอันเงียบสงบและทิวทัศน์สุดแสนอลังการได้ที่นี่

ทะเลสาบลาโก แอนทอร์โน (Lago Antorno Lake)
ทะเลสาบที่อยู่ไม่ไกลจากทะเลสาบมิซูริน่า (Misurina Lake) มีขนาดไม่ใหญ่มากแต่ทว่าผิวน้ำที่นี่ช่างราบเรียบ สะท้อนภาพของน้ำและแนวต้นไม้จนไปถึงยอดเขา Tre Cime di Lavaredo อยู่ในน้ำได้อย่างสมบูรณ์แบบ แม้ว่าที่นี่จะไม่โด่งดังเหมือนทะเลสาบมิซูริน่า แต่ทะเลสาบแห่งนี้ยังแอบซ่อนพื้นหญ้าที่มีดอกไม้จำนวนบัวดินหรือ Crocus ที่กำลังเบ่งบานตัดกับทุ่งหญ้าสีเขียวขจี ท่ามกลางความเงียบสงบนี้คือสิ่งที่เหมาะกับการพักผ่อนหลังจากผ่านวันอันแสนเหน็ดเหนื่อยมาได้อย่างดีที่สุด

วันที่ 8: < วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2563 > Lago Antorno (East Dolomite) - Baita Sul Lago di Braies - Pragser Wildsee – Venezia 
ในช่วงเช้าตรู่ของวันนี้เราจะถ่ายภาพแสงเช้ากันที่ Baita Sul Lago di Braies, Pragser Wildsee จากนั้นเดินทางไปยัง เวนิส (Venezia) เพื่อเดินถ่ายภาพภายในตัวเมืองและช็อปปิ้งกันอย่างเต็มที่ก่อนที่จะเดินทางกลับสู่ประเทศไทยในวันพรุ่งนี้ โดยวันนี้เราจะพาท่านเข้าพักที่เวนิสฝั่งเมสเทอร์ (Mestre) ครับ

**ท่านสามารถนั่งเรือเพื่อไปเที่ยวชมมหาวิหารซันมาร์โกบนเกาะเวนิสได้ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเรื่องการเดินทางต่างหาก**

เวนิส (Venezia)
เวนิส (Venice) หรือเวเนเซีย (Venezia) หนึ่งในเมืองที่สวยที่สุดในประเทศอิตาลี เป็นเมืองที่รู้จักกันในด้านของความเจริญรุ่งเรืองทางประวัติศาสตร์และศิลปะ ที่ได้รับฉายาว่า ราชินีแห่งทะเลอาเดรียตริก (Queen of the Adriatic), เมืองแห่งสายน้ำ (City of Water), เมืองแห่งสะพาน (City of Bridges), และ เมืองแห่งแสงสว่าง (The City of Light) โดยเมืองเวนิสนั้นเป็นเมืองหลวงของแคว้นเวเนโต (Veneto) 1 ใน 20 แคว้นที่ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอิตาลีและยังเป็นแคว้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 8 ของประเทศ เป็นแคว้นที่มีความมั่งคั่งและเป็นแหล่งอุตสาหกรรมมากที่สุดในประเทศอิตาลีและยังเป็นแคว้นหนึ่งที่มีนักท่องเที่ยวมามากที่สุดแห่งหนึ่งอีกด้วย 

เมืองเวนิส ถูกสร้างขึ้นจากการเชื่อมหมู่เกาะขนาดเล็กประมาณ 118 เกาะเข้าด้วยกันในบริเวณทะเลสาบเวนิเทีย (Venetian Lagoon) ทะเลสาบน้ำเค็มนี้ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งระหว่างปากแม่น้ำโปกับแม่น้ำพลาวิ (Po and the Piave Rivers) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทะเลอาเดรียตริก (Adriatic Coast) ในภาคเหนือของประเทศอิตาลี โดยทั้งเมืองและทะเลสาบได้ถูกประกาศให้เป็นมรดกโลกในปี 1987

วันที่ 9: <วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม 2563> Venezia - Venice Marco Polo Airport, Venice ✈ Dubai International Airport 
สำหรับวันนี้เป็นวันที่เราต้องเตรียมตัวเดินทางกลับ ขอให้ทุกท่านเตรียมแพคกระเป๋าและจัดเตรียมสิ่งของให้เรียบร้อย หลังจากนั้นเราจะเดินทางไปที่สนามบิน Venice Marco Polo Airport, Venice (VCE) เพื่อเดินทางกลับประเทศไทย ด้วยสายการบิน Emirate เที่ยวบินที่ EK136 ออกเดินทางเวลา 15.50 น. ระยะเวลาเดินทาง 5 ชั่วโมง 45 นาที เดินทางถึงท่าอากาศยาน Dubai International Airport (DXB) ในเวลา 23.35 น. ระยะเวลาต่อเครื่อง 3 ชั่วโมง 15 นาที

วันที่ 10: < วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2563 > Dubai International Airport ✈ Suvarnabhumi Airport, Bangkok 
ออกเดินทางกันต่อด้วยสายการบิน Emirate เที่ยวบินที่ EK384 ออกเดินทางเวลา 02.50 น. ระยะเวลาเดินทาง 6 ชั่วโมง 40 นาที และ ถึงประเทศไทย ณ สนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ เวลาท้องถิ่น 12.30 รวมระยะเวลาเดินทางทั้งสิ้น 15 ชั่วโมง 40 นาที

 

รายละเอียดค่าบริการ และ การชำระเงิน
อัตราค่าบริการ: 68,000 บาท/ท่าน
(สามารถแบ่งชำระได้ 3 งวด)
พิเศษ!!! สำหรับลูกค้าเก่า Foto Journey ราคาเพียง 64,900 บาท/ท่าน
***ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบิน, ค่าดำเนินการทำวีซ่า, ค่าอาหารกลางวัน และ เย็น***
***รวมค่าอาหารเช้าให้ตลอดการเดินทาง มูลค่า 4,000 บาท***

เงื่อนไขการจองและการชำระเงิน:
ณ วันที่จอง : ชำระมัดจำงวดแรก 20,000 บาท
ภายในวันที่ 25 พฤษภาคม 2563 : ชำระมัดจำงวดที่สอง 30,000 บาท
ภายในวันที่ 25 มิถุนายน 2563 : ชำระมัดส่วนที่เหลือทั้งหมด
***โดยบริษัทถือลำดับการชำระเงิน เป็นสำคัญ ในการยืนยันสิทธิ์การเดินทาง สำหรับลูกค้าที่เดินทางท่านเดียว ทางบริษัทจะจัดหารูมเมทให้โดยไม่จำเป็นต้องชำระค่าใช้จ่ายสำหรับพักเดี่ยวแต่อย่างใด***

ค่าบริการนี้รวม:
- ค่าที่พักตลอดการเดินทาง (พักห้องคู่ มีห้องน้ำในตัว)
- ค่าอาหารเช้าทุกมื้อ (มูลค่า 4,000 บาท)
- ค่าเข้าเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆที่ระบุไว้ในโปรแกรม
- ค่ายานพาหนะ, น้ำมัน, ที่จอดรถ, ทางด่วนและอื่นๆ ที่ใช้ในการเดินทาง
- บริการถ่ายภาพและสอนการถ่ายภาพตลอดการเดินทาง
- ค่าประกันภัยการเดินทางอุบัติเหตุ วงเงินรวมสูงสุด 2,000,000 บาท เงื่อนไขตามรายละเอียดในกรมธรรม์

ค่าบริการนี้ไม่รวม:
- ตั๋วเครื่องบิน
- ค่าดำเนินการทำวีซ่า
- ค่าอาหารกลางวันและเย็น
- ค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่นๆ นอกเหนือรายการ เช่น ค่าเครื่องดื่ม มินิบาร์ ค่าโทรศัพท์ ค่าซักรีด เป็นต้น
- ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดการณ์

 

การชำระเงินค่าเดินทาง :
สามารถโอนเงินเข้าบัญชี
ธ.กสิกรไทย    เลขที่บัญชี 037-2-57628-6 หรือ

ธ.ไทยพาณิชย์  เลขที่บัญชี 408-825346-9 


ชื่อบัญชี บริษัท โฟโต้ เจอร์นี่ จำกัด
หลังจากโอนเงินแล้ว กรุณาส่งใบโอนเงินไปที่ 

Line@: @FotoJourney หรือ

คลิก! Line : https://line.me/R/ti/p/%40fotojourney หรือ 

Inbox Facebook: FotoJourneyTH 

ข้อมูลและลักษณะของทริปที่สำคัญ
- ทริปนี้มีลักษณะเป็น Photo Trip จะเน้นถ่ายรูปแสงเช้า แสงเย็น เป็นหลัก ดังนั้น แผนเดินทางอาจจะมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อให้ทุกท่านได้ถ่ายภาพตามให้มากที่สุด
- ยานพาหนะ มีข้อจำกัดเรื่องต้องเก็บสัมภาระพร้อมการเดินทาง จึงขอความกรุณานำกระเป๋าขนาดใหญ่ไม่เกิน 26 นิ้วต่อ 1 ท่าน และ กระเป๋าหิ้วน้ำหนักไม่เกิน 7 กก ต่อ 1 ท่าน
- ทริปนี้ค่าใช้จ่ายไม่ได้รวมค่าอาหารไว้ (ยกเว้นอาหารมื้อเช้าที่ทางบริษัทบริการจัดไว้ให้  ในส่วนของลักษณะการรับประทานอาหารจะเป็นแบบ รับประทานที่ร้านอาหาร, การซื้อมาจาก Supermarket, รวมถึง Fast Food 
- การทำวีซ่าต้องยื่นผ่านตัวแทน    โดยเราจะช่วยอำนวยความสะดวกเรื่องเอกสารใบสมัครและแผนการเดินทาง เพื่อประกอบการยื่นขอวีซ่า ซึ่งจะนัดหมายกันอีกครั้ง ประมาณ 2 - 3 เดือนก่อนวันเดินทาง
- Photo Specialist จะเป็นผู้ขับรถตลอดทั้งทริป ดังนั้นอาจจะมีการปรับเปลี่ยนโปรแกรมตามความเหมาะสมเพื่อให้ทั้ง Photo Specialist และ ผู้ร่วมทริปมีเวลาพักผ่อนเพียงพอ และคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก


- บริการจัดการจองตั๋วเครื่องบิน
กรณีให้ Foto Journey (FJ) ออกบัตรโดยสาร จะเป็นการจองที่นั่งบัตรโดยสารผ่านระบบ GDS ( Global Distribution System ) มีระยะเวลาในการออกบัตรโดยสาร (โอนเงินค่าตั๋วฯ) ภายใน 48-72 ชั่วโมง 
ซึ่งต่างจากราคาบนหน้าเว็ปไซด์ ที่เป็น Real Time Rate ที่ขึ้น-ลง ตามสายการบิน 
โดยรับบริการจองตั๋วเครื่องบิน ตั้งแต่วันที่ทริปนั้นยืนยันการออกเดินทาง จนถึง 30 วันก่อนกำหนดวันเดินทางในทริปนั้นๆ

ข้อมูลที่จำเป็น ในการสำรองที่นั่ง ผ่านระบบ GDS  
1.ชื่อ - นามสกุล ตามหน้าหนังสือเดินทาง
2.Frequent Flyer Number หรือบัตรสะสมไมล์ 
3.ระบุที่ั่นั่งที่ต้องการ เช่น ริมทางเดิน ริมหน้าต่าง อาจมีค่าใช่จ่ายเพิ่มขึ้นตามเงื่อนไขของสายการบิน 
4.หลังจากสำรองที่นั่งแล้ว ทาง Foto Journey (FJ) จะแจ้งราคาบัตรโดยสารที่ไม่มีธรรมเนียมค่าบริการ 
5.สมาชิกโอนเพื่อออกบัตรโดยสารภายในวันเวลาที่กำหนด เพื่อป้องกัน ฺBooking จะ Auto Cut 
6.กรณีโอนเงินไม่ทันตามกำหนด และมีการสำรองที่นั่งใหม่ อาจมีราคาที่เท่าเดิม หรือ สูงขึ้นกว่าเดิม ขึ้นอยู่กับสถานะของที่นั่งในช่วงเวลานั้น ๆ 

เงื่อนไขการยกเลิกทริป
กรณีที่ลูกค้าไม่สะดวกเดินทางและมีความจำเป็นต้องยกเลิกการเดินทาง และมีการยกเลิกการเดินทาง
ยกเลิกก่อนวันเดินทาง 90 วัน หัก 18,000 บาท
ยกเลิกก่อนวันเดินทาง 45-90 วัน หัก 25,000บาท
ยกเลิกก่อนวันเดินทาง 15-45 วัน หัก 30,000 บาท
ยกเลิกก่อนวันเดินทาง 15 วัน ไม่สามารถคืนเงินได้ยกเว้นเงินรีฟันด์ตั๋วเครื่องบินให้ลูกค้าตามเงื่อนไขของสายการบินนั้นๆ
หมายเหตุ : ในกรณีที่ค่าทริปรวมตั๋วเครื่องบิน บริษัทจะทำการคืนเงินรีฟันด์ตั๋วเครื่องบินให้ลูกค้าตามเงื่อนไขของสายการบินนั้นๆ
ในกรณีที่ประเทศที่ไปต้องมีการของวีซ่า การยกเลิกทริปเนื่องจากลูกค้ายื่นวีซ่าไม่ผ่านหลังจากชำระมัดจำทริปแล้ว ให้ใช้เงื่อนไขเดียวกับการยกเลิกทริปโดยลูกค้า แนะนำให้ลูกค้าหลังจากจองทริปไปแล้วควรไปขอวีซ่าแต่เนิ่นๆ เพื่อที่จะเมื่อเกิดปัญหาเรื่องวีซ่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ง่ายกว่าการขอวีซ่าแบบกระชั้นชิด

ความรับผิดชอบ และ เงื่อนไขอื่นๆ
ในกรณีที่ทริปต้องถูกยกเลิกการเดินทาง ด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ เช่น เกิดการก่อการร้าย เกิดความไม่สงบ เกิดการประท้วง เกิดจากภัยธรรมชาติทำให้ไม่สามารถเดินทางได้ หรือเหตุอื่นๆที่ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัย โดยถือว่าการตัดสินใจยกเลิกการเดินทางเป็นสิทธิ์ขาดของทางบริษัท ทางบริษัทยินดีที่จะคืนค่าทริปที่ลูกค้าจ่ายมาทั้งหมด ยกเว้นค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก หรืออื่นๆที่มีการดำเนินการชำระเงินไปแล้ว
บริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบใดๆ ที่เกิดจากความล่าช้าของสายการบิน เหตุการณ์ทางการเมือง การปฏิเสธการเข้าเมือง การโดนกักตัว หรือถูกส่งตัวกลับ ความเสียหายหรือสูญหายของกระเป๋าเดินทาง กระเป๋าใบเล็ก หรือของมีค่าส่วนตัวของท่านระหว่างการเดินทาง โดยสิทธิประโยชน์ของท่านจะได้รับตามกรมธรรม์ประกันการเดินทางที่ระบุความรับผิดชอบไว้เท่านั้น ทั้งนี้ บริษัทฯ จะยืดถือผลประโยชน์ของลูกค้าเป็นสําคัญ แต่ไม่สามารถคืนเงินค่าทริปให้ท่านได้
และหากเกิดเหตุสุดวิสัยดังต่อไปนี้ ทางบริษัทไม่อาจรับผิดชอบต่อความเสียหายต่างๆ ที่อยู่เหนือการควบคุมของเจ้าหน้าที่บริษัทฯ อาทิ
o การนัดหยุดงาน การจลาจล เปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาในตารางบิน ภัยธรรมชาติ ฯลฯ หรือค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เกิดขึ้น ทั้งทางตรง หรือทางอ้อม เช่น การเจ็บป่วย การถูกทำร้าย การสูญหาย ความล่าช้า หรือ จากอุบัติเหตุต่างๆ ฯลฯ
o การตอบปฏิเสธการเข้าและออกเมืองของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าหรือออกเมือง อันเนื่องมาจากมีสิ่งผิดกฏหมาย หรือเอกสารการเดินทางไม่ถูกต้อง หรือการถูกปฏิเสธในกรณีอื่นๆ
o  การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากสายการบินเช่น การยกเลิกเที่ยวบิน / เครื่องดีเลย์ / กระเป๋าสัมภาระมาไม่ครบ / การขึ้นราคาค่าตั๋วเครื่องบิน เป็นต้น
o บริษัทฯ มีสิทธ์ที่จะเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบางประการในทัวร์นี้ เมื่อเกิดเหตุสุดวิสัยจนไม่อาจแก้ไขได้
o หากท่านถอนตัวก่อนรายการท่องเที่ยวจะสิ้นสุดลง ทางบริษัทฯ จะถือว่าท่านสละสิทธิ์และจะไม่รับผิดชอบค่าบริการที่ ท่านได้ชำระไว้แล้ว ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น
o บริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบต่อการห้ามออกนอกประเทศ หรือ ห้ามเข้าประเทศ อันเนื่องมาจากมีสิ่งผิดกฎหมาย หรือ เอกสารเดินทางไม่ถูกต้อง หรือ การถูกปฏิเสธในกรณีอื่น
o กรณีเกิดความผิดพลาดจากตัวแทน หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนมีการยกเลิก ล่าช้า เปลี่ยนแปลง การบริการจาก สายการบิน บริษัทขนส่ง หรือ หน่วยงานที่ให้บริการ บริษัทฯ จะดำเนินโดยสุดความสามารถที่จะจัดบริการทัวร์อื่น ทดแทนให้ แต่จะไม่คืนเงินให้ สำหรับค่าบริการนั้นๆ
o มัคคุเทศก์ พนักงาน และตัวแทนของบริษัท ฯ ไม่มีสิทธิ์ในการให้คำสัญญาใดๆ ทั้งสิ้นแทนบริษัทฯ นอกจากมีเอกสาร ลงนามโดยผู้มีอำนาจของบริษัทฯ กำกับเท่านั้น

  • White Facebook Icon
  • White Instagram Icon
  • White YouTube Icon

Foto Journey Co., Ltd

ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว เลขที่ 11/09199