"Complete your frame....

with a great Journey"

Greatest Nature in Leh & Mask Dances in Zanskar

Foto Journey ยินดีพาท่าน… ร่วมเดินทางตามรอยความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ เส้นทางสายประวัติศาสตร์ที่มีความเป็นมาอย่างยาวนานทั้ง “เลห์ ลาดัก” (Leh Ladakh) และ “ซันสการ์” (Zanskar) หุบเขาแห่งอารยธรรมที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย ถูกรายล้อมด้วยเทือกเขาหิมาลัยอันแสนยิ่งใหญ่ ทำให้ใครหลายคนใฝ่ฝันที่จะมาเยือนที่นี่ซักครั้งในชีวิต 
ร่วมถ่ายภาพ “ระบำหน้ากาก” เทศกาลสำคัญประจำปีของ ชาวซันสการ์ ณ วัดคาร์ชา (Karsha Gompa) อันเป็นสัญลักษณ์แห่งอารามที่ใหญ่และสำคัญที่สุดของชาวทิเบต 
พบประสบการณ์การเดินทางสู่หลังคาโลก ณ เมืองรังดัม (Rungdum) ….ร่วมชม ธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในลาดักห์ (Drung Drung Glacier) ต้นกำเนิดของแม่น้ำหลายสายอันหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนทั้งหุบเขาซันสการ์…..เก็บภาพเมืองลามายารู (Lamayaru) ซึ่งได้รับสมญานามว่า “ดินแดนแห่งดวงจันทร์” ด้วยสภาพพื้นดินที่ขรุขระดูแปลกตา...และเก็บเกี่ยวความสงบอย่างแท้จริงพร้อมถ่ายภาพทางช้างเผือก (Milky Way) ไปพร้อมๆกัน

และที่สำคัญเราจะพาทุกท่านไปถ่ายรูปในหลายประสบการณ์ หลากเทคนิค โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านการภาพถ่าย (Photo Specialist) สอนถ่ายภาพตั้งแต่ระดับพื้นฐาน คอยแนะนำเทคนิค, มุมมอง, องค์ประกอบภาพ รวมถึงการให้คำปรึกษาวิเคราะห์ภาพที่ถ่ายอย่างเป็นกันเอง และ เข้มข้น

Highlight:

  • เทศกาลหน้ากาก (Mask Dancing Festival) เทศกาลสำคัญ ประจำปีของ ชาวซันสการ์ พิธีกรรมในพุทธศาสนาแบบทิเบตที่เผยแผ่อยู่ในแถบเทือกเขาหิมาลัย ด้วยความยิ่งใหญ่และพิธีกรรมที่เต็มไปด้วยมนต์ขลังที่คุณจะพลาดไม่ได้

  • เมืองลามายารู (Lamayaru) ด้วยสภาพพื้นดินที่ขรุขระดูแปลกตา จนได้รับสมญานามว่า "ดินแดนดวงจันทร์” เดิมทีเมื่อหลายล้านปีก่อนที่แห่งนี้เป็นทะเลสาบมาก่อนแต่ภายหลังได้เหือดแห้งไป เหลือเพียงพื้นดินสีเหลืองเอาไว้เท่านั้น

  • ธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในลาดักห์; Drung Drung Glacier ด้วยความยาวมากกว่า 25 กิโลเมตร อันเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัย จุดกำเนิดของแม่น้ำหลายแห่ง หล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนนับหมื่นบนเส้นทางนี้

  • 2 พระราชวัง ที่มีอายุมากกว่า 500 ปี และ โด่งดังแห่งลาดักห์ (1) พระราชวัง Shey Palace ซึ่งกำแพงถูกฉาบด้วยทองคำผสมทองแดง ภายในมีรูปปั้นของพระศากยมุณี ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ และ (2) พระราชวัง Leh Palace

  • สถาปัตยกรรมและความงามทางศิลปะ ทางศาสนา (1) วัดในนิกายหมวกเหลือง; Thiksey Monastery ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของลาดักมามากกว่า 100 ปี (2) สถาบันสงฆ์ที่ใหญ่ที่สุด ของหุบเขาซันสการ์; Stongdey Gompa (3)เจดีย์สีขาวสัญลักษณ์ของเมืองเลห์; Shanti Stupa (4) อารามที่ใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดในซันสการ์; Karsha Gompa อย่าพลาดที่จะเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมระบำหน้ากาก ซึ่งขึ้นในทุกปี ณ วัดแห่งนี้

  • 4 เมืองหลักที่เปรียบได้ว่า เป็นหลังคาโลกอีกแห่ง พร้อมกับสัมผัส วิถีชีวิต วัฒนธรรม รวมถึงสถาปัตยกรรมเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังศรัทธาของชาวทิเบตโบราณ ทิวทัศน์ตลอดการเดินทางที่มีแนวเทือกเขาหิมาลัยทอดยาวตลอดทาง(1) Rungdum (2) Padum (3) Kargil (4) Basgo

กำหนดการเดินทาง : 15 - 22 กรกฎาคม 63 (8 วัน ลางาน 5 วัน)
จำนวนสมาชิก: 15 ท่าน
(ออกเดินทางเมื่อมีสมาชิก 8 ท่านขึ้นไป)
ผู้เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพ (Photo Specialist, PS): 2 ท่าน 
ผู้นำทัวร์ท้องถิ่น (Local Tour Leader): 1 ท่าน
ผู้ขับรถท้องถิ่น (Local Driver): 5 ท่าน
(นั่งคันละ 3 ท่าน เพื่อความสะดวกในการถ่ายภาพ)
 

รายละเอียดเส้นทางการบินระหว่างประเทศ: สายการบิน Spice Jet

ขาไป

เดินทาง วันพุธที่ 15 กรกฎาคม 2563 ด้วยเที่ยวบินที่ SG88 และ SG123

SG88 >>> Suvarnabhumi Airport, Bangkok (BKK) –  Delhi Airport, India (DEL) เวลา 03:50 – 11:30 น. (ระยะเวลาเดินทาง 4 ชม. 05 นาที) รอต่อเครื่อง 3 ชม. 35 นาที

SG123 >>> Delhi Airport, India (DEL) –  Leh Airport, India (IXL) เวลา 10:00 – 11:30 น. (ระยะเวลาเดินทาง 1 ชม. 30 นาที)

ถึงสนามบิน เลห์ ในพุธที่ 15 กรกฎาคม เวลาท้องถิ่น 11:30 น. (รวมเวลาเดินทาง 9 ชม. 10 นาที)

ขากลับ

เดินทางวันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2563 ด้วยเที่ยวบินที่ SG124 และ SG89

SG124 >>> Leh Airport, India (IXL) –  Delhi Airport, India (DEL) เวลา 12:00 – 13:30 น. (ระยะเวลาเดินทาง 1 ชม. 30 นาที) รอต่อเครื่อง 2 ชม. 35 นาที

SG89 >>> Delhi Airport, India (DEL) –  Suvarnabhumi Airport, Bangkok (BKK) เวลา 16:05 – 21:40 น. (ระยะเวลาเดินทาง 4 ชม. 05 นาที)

ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ในวันพุธที่ 22 กรกฎาคม เวลาท้องถิ่น 21:40 น. (รวมเวลาเดินทาง 8 ชม. 10 นาที)

 

***ออกตั๋วหลังจากได้รับยืนยันการออกทริป จากทางบริษัทฯเท่านั้น***

***บริการจัดการจองตั๋วเครื่องบิน โดยไม่คิดค่าบริการเพิ่ม… รายละเอียดสามารถดูในหัวข้อ “ข้อมูลและลักษณะของทริปที่สำคัญ” ด้านล่าง***

รายละเอียดการเดินทาง:

 

วันที่ 1: < วันพุธที่ 15 กรกฎาคม 2563 > Bangkok – Delhi - Leh – Leh Palace – Santi Stupa - Leh

ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิด้วยสายการบิน Spice Jet เที่ยวบินที่ SG88 และ SG123 เวลาเครื่องออก 03:50 น. รวมเวลาเดินทาง 9 ชม. 10 นาที และถึงสนามบิน Leh Airport ประเทศอินเดีย เวลาท้องถิ่น 11:30 น. โดยเวลาที่ประเทศอินเดีย ช้ากว่าประเทศไทย 1 ชม. 30 นาที

เมื่อรับกระเป๋าจากสายพานและผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อยแล้ว รับประทานอาหารกลางวัน เดินทางไปที่โรงแรมเพื่อพักผ่อน  

ออกเดินทางไปเก็บภาพหลากหลายมุม ที่ Leh Palace และ Santi Stupa รอถ่ายจนถึงแสงทไวไลน์

หลังจากเก็บภาพแสงเย็นเรียบร้อยแล้ว รับประทานอาหารเย็น และเข้าที่พัก พักผ่อนตามอัธยาศัย

 

Leh Palace

พระราชวังเลห์ (Leh Palace) ตั้งอยู่บนเนินเขาที่โดดเด่น สามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากจัตุรัสกลางเมืองเลห์เป็นจุดท่องเที่ยวที่แทบทุกคนเมื่อมาเที่ยวเลห์ลาดักต้องมาเยือน ที่นี่มีประวัติที่ค่อนข้างยาวนานและน่าสนใจ พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 17 ในอดีตเป็นพระราชวังที่ประทับของราชวงศ์แห่งลาดักห์ จนกระทั่งภายหลังได้มีการย้ายพระราชฐานมาที่ Stok Palace ในปี ค.ศ. 1830 พระราชวังเลห์มีทั้งหมด 9 ชั้น ในอดีตชั้นบนจะเป็นที่พักของกษัตริย์ ซึ่งจะมองเห็นเมือง Ladakhi Himalayan ได้ทั้งเมืองและมองเห็นภูเขาที่อยู่เบื้องหลังได้ แต่ด้านล่างเป็นชั้นสำหรับใช้เก็บของ ในปัจจุบันพระราชวังได้รับการบูรณะซ่อมแซมโดยนักสำรวจทางโบราณคดีของอินเดีย สามารถเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าเยี่ยมชมได้ทุกวัน

 

Shanti Stupa

เจดีย์ขนาดใหญ่สีขาวแห่งนี้ตั้งเด่นอยู่บนยอดเขาในจังสปา สามารถเห็นเด่นชัดได้จากทุกมุมของเมืองจนเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเลห์ Shanti Stupa ห่างจากเมืองเลห์ประมาณ 2 กิโลเมตร เจดีย์ทรงระฆังคว่ำรูปแบบมาจากทิเบต มีฐานกลมวนรอบสองชั้น ส่วนยอดเป็นสีทอง องค์เจดีย์เป็นสีขาว ถูกสร้างขึ้นโดยองค์กรพุทธศาสนาแห่งญี่ปุ่น (The Japanese for world Peace) เมื่อปี ค.ศ.1985 ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องให้ผู้คนทั้งโลกร่วมมือร่วมใจกันสร้างสรรค์สันติภาพ และเพื่อเป็นการฉลองวาระครบรอบ 2,500 ปีแห่งศาสนาพุทธ โดยองค์ดาไลลามะได้เสด็จมาเป็นประธานเปิดพระเจดีย์ด้วยพระองค์เอง จากเจดีย์นี้เราสามารถมองเห็นเมืองเลห์ได้ในมุมสูง รวมไปถึงพระราชวังเลห์ วัดนัมเกลและป้อมแห่งชัยชนะได้อย่างสวยงาม ที่นี่สามารถเดินขึ้นบันไดเพื่อชมวิวมุมสูง โดยใช้เวลาเดินประมาณ 15 นาที นับเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกดินที่สวยและโรแมนติกที่สุดที่มีนักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายภาพความประทับใจเมื่อมาถึงที่นี่

 

วันที่ 2: < วันพฤหัสที่ 16 กรกฎาคม 2563 > Leh – Basgo – Lamayaru - Kargil

หลังจากรับประทานอาหารเช้า ออกจากโรงแรมเวลา 07:00 น. โปรมแกรมการภาพของวันนี้ได้แก่ Basgo, Lamayaru ในช่วงเช้า และออกเดินทางโดยมีจุดหมายปลายทางของเย็นวันนี้ที่ Kargil

หลังจากรับประทานอาหารเย็น และเข้าที่พัก พักผ่อนตามอัธยาศัย

 

Basgo

พระราชวังบาสโก้ (Basgo Palace) รู้จักกันในอีกชื่อว่า Bazgo Gompa เป็นวัดในพุทธศาสนาที่ตั้งอยู่ในเมือง Basgo อยู่ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย ซึ่งห่างจากเลห์ลาดักประมาณ 40 กิโลเมตร สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงตระหง่านเหนือซากปรักหักพังของเมืองโบราณ อีกทั้งยังขึ้นชื่อเรื่ององค์พระพุทธรูปที่สวยงามและจิตรกรรมฝาผนัง ครั้งหนึ่งที่นี่เคยเป็นศูนย์กลางอาณาจักรลาดักห์ล่าง ก่อนที่จะถูกรวมเป็นอาณาจักรเดียวกับลาดักห์โดยกษัตรบากัน (Bhagan King) ในศตวรรษที่ 16... ตัวอาคารประกอบด้วยป้อมปราการที่ถูกทำลายลงตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 15 ซึ่งในปัจจุบันถูกดูแลโดยลามะท่านหนึ่งจากอาราม Hemis ซึ่งในปัจจุบันที่นี่ได้รับการประกาศให้เป็น 1 ใน 100 มรดกที่เสี่ยงต่อการพังทลายและจำเป็นต้องได้รับการบูรณะอย่างเร่งด่วน

 

Lamayaru

ตั้งอยู่บนความสูง 3,390 เมตรในเขตคาร์กิล ทางทิศตะวันตกของลาดักห์บนถนนสาย Srinagar - Kargil - Leh ถนนแห่งนี้มีความแปลกตรงที่มีพื้นผิวคล้ายกับดวงจันทร์จนได้รับสมญานามว่า "Moonland" หรือ "ดินแดนดวงจันทร์" เดิมทีเมื่อหลายล้านปีก่อนที่แห่งนี้เป็นทะเลสาบมาก่อน แต่เมื่อแผ่นเปลือกโลกยูเรเซียและอินโดออสเตรเลียเคลื่อนตัวมาชนกัน พื้นดินจึงถูกดันตัวขึ้นเกิดเป็นเทือกเขาหิมาลัยและภูเขาสูงต่างๆ โดยรอบ น้ำทะเลจึงค่อยแห้งเหือดไป เหลือเพียงแผ่นดินและพื้นผิวสีเหลืองที่เห็นบนผืนดินคือแคลเซียมที่เกิดจากตะกอนของทะเลสาบ

 

ตามตำนานเล่าว่า เมื่อครั้งพระอรหันต์นิมากุง จารึกผ่านมาถึงที่นี่เมื่อหลายร้อยปีก่อน บริเวณนี้เคยเป็นทะเลสาบอยู่ท่านทำนายว่าจะมีวัดมาเจริญศาสนา ณ สถานที่นี้ท่านจึงได้ตั้งเสาธงมนตราไว้เป็นหมุดหมายสำคัญพร้อมกับแผ่กุศลทานด้วยการโปรยเมล็ดข้าวโพดให้แก่ดวงวิญญาณของนาคที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบ ต่อมาเมล็ดข้าวโพดกลับงอกงามขึ้นเป็นรูปเครื่องหมาย "สวัสติกะ" จากนั้นเมื่อท่านริมโปเช ซังโป (Rinchen-zang-po) พาลามะจากอาณาจักรกูเก (Guge Kingdom) ของทิเบตตะวันตก มาสร้างวัดตามคำทำนาย จึงตั้งชื่อ วัดในนาม ยุงตรุง ซึ่งในภาษาทิเบตหมายถึง สวัสติกานั่นเอง

 

ลามายูรูมีวัดที่มีความเก่าแก่ที่สุดในลาดักห์ มีอีกชื่อหนึ่งว่า ยุงตรุง ทาปาลิง กอมปา (Yungdrung Tharpaling Gompa) วัดแห่งนี้สร้างขึ้นมาด้วยอิฐโคลนตากแห้ง ผนังและพื้นฉาบด้วยดินหนียว มีเสาไม้ทาสีแดงประดับลวดลายแกะสลักสุดวิจิตรตระการตา เรือนหลังคามีเพียงคานไม้รับน้ำหนักกระเบื้องเอาไว้ สิ่งเหล่านี้แม้ผ่านเวลามานับร้อยปีแต่ยังดูแข็งแรงและแฝงไปด้วยข้อคิดด้วยจิตรกรรมฝาผนังที่ถูกวาดขึ้นมาอย่างสวยงาม

 

Kargil

ตั้งอยู่ในรัฐซัมมูลและแคชเมียร์ของอินเดีย เป็นเมืองขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในลาดักห์ที่มีความสำคัญทางศาสนาอิสลาม ห่างจากลาดักห์ราว 240 กิโลเมตร ตั้งอยู่สุดปลายถนนบนสายเลห์-ศรีนาการ์ บนความสูง 2,650 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลและตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำซูรู (แม่น้ำสินธุ) ที่นี่เป็นเมืองที่เชื่อมโยงเส้นทางการค้าขายระหว่างศรีนาการ์-เลย์ คาร์กิลมีความเป็นอยู่อย่างหนาแน่นเนื่องจากเป็นเส้นทางการค้า ชาวเมืองกว่าแสนคนและเกือบทั้งหมดที่อาศัยอยู่ย่านตัวเมืองและรอบโดยรอบเป็นชาวมุสลิมเชีย (Shia) ทั้งเชื้อสายทิเบตดั้งเดิมและเชื้อสายเปอร์เซียที่เข้ามาอยู่รวมกันภายหลัง รวมไปถึงมีชาวฮินดูและซิกส์ปะปนอยู่ด้วย ที่นี่จึงมีลักษณะของชาวเมืองที่หลากหลายทั้งความเป็นอยู่และวิถีการใช้ชีวิต ด้วยทิวทัศน์ตลอดสองฟากถนนที่มีแนวเทือกเขาหิมาลัยทอดยาวตลอดทางทำให้ที่นี่ยิ่งใหญ่สวยงามราวต้องมนต์ ข้อควรระวังเมื่อจะเดินทางบนถนนเส้นนี้เนื่องจากจะมีการเปิดปิดถนนให้สัญจรเป็นเวลา ควรตรวจสอบเรื่องของเวลาการเดินทางให้ดีก่อนนะครับ

 

วันที่ 3: < วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2563 > Kargil - Saru Valley – Rangdum – Penzila - Drung Drung Glacier -Padum

ออกจากโรงแรมเวลา 7:30 น. วันนี้เราจะถ่ายภาพกันในหลายๆสถานที่ โดยมีไฮไลท์ของวันนี้ คือ Saru Valley, Rangdum, Penzila, Drung Drung Glacier โดยวันนี้เราจะเข้าพักที่เมือง Padum

หลังจากเก็บภาพแสงเย็นเรียบร้อยแล้ว รับประทานอาหารเย็น และเข้าที่พัก พักผ่อนตามอัธยาศัย

 

Suru Valley

หุบเขาซูรูเป็นหุบเขาหนึ่งในเมืองลาดักห์ รัฐจัมมูและแคชเมียร์ มีแม่น้ำซูรูเป็นแม่น้ำสายหลักซึ่งแยกมาจากแม่น้ำสินธุ หุบเขาซูรูมีผู้คนอาศัยอยู่เป็นจำนวนกว่า 25,000 คน โดยประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามนิกายชิอะห์แต่ก็ยังมีชาวดาร์ดและทิเบตปะปนอยู่บ้างประปราย ยอดเขาบางแห่งที่นี่มีความสูงมากถึง 4,147 เมตรจากระดับน้ำทะเล ส่วนล่างของหุบเขามีระดับความสูง 3,000 เมตร (โดยรวมแล้วยอดเขามีความสูงถึง 7,000 เมตร) ซึ่งที่นี่จะเป็นที่ปลูกพืชผลทางการเกษตรที่สำคัญแห่งหนึ่งของเมืองลาดักห์ โดยอาศัยธารน้ำที่ละลายจากการทับถมของหิมะในฤดูหนาวพื้นที่ที่นี่จึงมีความเขียวอชุ่ม ทิวเขารอบๆ นั้นเต็มไปด้วยทุ่งหญ้าราบลุ่มที่ถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขาสีขาว ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่หลงใหลธรรมชาติในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก

 

Rangdum

เมืองนี้อยู่ห่างจากคาร์กิล 125 กิโลเมตร นับว่าเป็นหลังคาโลกอีกแห่งทั้งในเรื่องของภูมิประเทศที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 3,657 เมตร ท่ามกลางหุบเขา Suru รัฐชัมมูลทางตอนเหนือของอินเดีย รังดุมตั้งอยู่ระหว่างเมืองคาร์กิลและพาดุม สภาพถนนในการเดินทางค่อนข้างแย่จึงทำให้ไม่มีไฟฟ้า โทรศัพท์หรือแม้กระทั่งสัญญาณอินเตอร์เน็ต เนื่องจากเป็นภูมิภาคสุดท้ายบนหุบเขาซูรูจึงทำให้ความเจริญยังเข้าไม่ถึงมากนัก ที่นี่ไม่มีโรงแรมหรือเกสต์เฮาส์ หากเห็นป้ายคำว่า Hotel ที่นั่นคุณอาจจะได้พบเพียงร้านอาหารเท่านั้น ประชาชนที่อาศัยที่นี่จะเป็นชาวทิเบตซึ่งยึดมั่นในวิถีทางพุทธศาสนาอันเป็นส่วนหนึ่งของ Zanskar โดยสังเกตได้จากอาคารบ้านเรือนซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากทิเบตโบราณที่มีลักษณะพิเศษของบ้านแต่ละหลังที่ด้านในจะมีความอบอุ่นแม้อากาศภายนอกจะหนาวเพียงใดก็ตาม นับเป็นภูมิปัญญาของชาวทิเบตที่สืบทอดกันมาช้านาน

 

Pensi-la

Pensi-la หรือ Pensi Pass เป็นภูเขาในเขตเมืองลาดักห์ รัฐจามมูและแคชเมียร์ เป็นที่รู้จักกันดีในนามประตูสู่ซันสการ์ (Gateway to Zanskar) เขาแห่งนี้อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 4,400 เมตร เชื่อมต่อระหว่างหุบเขาซูรูและหุบเขาซันสการ์ ทางทิศตะวันตกของภูเขาเพนซิลาเป็นธารน้ำซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำซูรู ซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญที่ทำให้เกิดแม่น้ำสินธุ ทางด้านตะวันออกของเขาเพนซิลาคือ Drang Drung Glacier ต้นกำเนิดของ Stod หรือแม่น้ำ Doda ซึ่งไหลลงสู่หุบเขาพาดุมมาบรรจบกับ Tsarap Chu จนเกิดเป็นแม่น้ำซันสการ์ที่ยิ่งใหญ่ ภูมิประเทศที่นี่จะเป็นภูเขาหัวโล้นและมีผาสูง ซึ่งมีถนนลูกรังตลอดระยะทาง สามารถมองเห็นทิวเขาที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะได้ตลอดเส้นทางการเดินทาง

 

Drung Drung Glacier

หรือ Durung Drung Glacier (ดรัง-ดรุง) เป็นธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในลาดักห์ มีความยาวมากกว่า 23 กิโลเมตร มีความสูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ย 4,780 เมตร อันเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัย ที่นี่ตั้งอยู่ใกล้กับภูเขา Pensi-La บนถนนเส้นคาร์กิลสู่ซันสการ์ ในรัฐจัมมูและแคชเมียร์ ธารน้ำแข็ง Drung Drung Glacier เป็นต้นกำเนิดแม่น้ำ Zanskar ก่อนจะไหลรวมกับแม่น้ำสายอื่นจนกลายเป็นแม่น้ำสินธุที่ยิ่งใหญ่ นอกเหนือจากนั้นธารน้ำแข็งแห่งนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเศรษฐกิจและเป็นแหล่งกำเนิดพลังงานให้แก่ผู้ที่อาศัยในแถบนี้ ปัจจุบันธารน้ำแข็งเริ่มลดปริมาณลงเนื่องจากภาวะโลกร้อน นักธรณีวิทยาคาดว่าปริมาณน้ำแข็งได้หายไปอย่างรวดเร็วในช่วง 46 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2514 ถึงปี พ.ศ.2560 ซึ่งเป็นผลทำให้เกิดเป็นทะเลสาบขึ้นเป็นจำนวนมากตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2551 เป็นต้นมา

 

Padum

เมืองอันเป็นศูนย์กลางของหุบเขา Zanskar ที่นี่ท่านจะได้พบกับอาคาร ร้านค้า ตลาดที่เพิ่งสร้างใหม่เมื่อไม่นานมานี้ รวมไปถึงโรงแรมที่ได้รับการปรับปรุงและมีการเพิ่มจำนวนมากขึ้นเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว การเติบโตของย่านนี้เป็นไปอย่างช้าๆ สอดคล้องกับถนนสายใหม่ที่กำลังได้รับการก่อสร้าง ได้แก่ ถนนสาย นิโม-พาดัม (Nimo - Padum pass) ซึ่งถนนเส้นนี้เชื่อมต่อกับเมืองเลห์ลาดักห์โดยตรง ทำให้ย่นระยะเวลาสำหรับการเดินทางจากสิบกว่าวันเหลือเพียงครึ่งวันเท่านั้น และอีกเส้นทางที่กำลังก่อสร้างคือ ถนนสายพาดัม-ดาร์คาร์ (Padum - Darcar pass) สู่เมืองมานาลี แต่แม้ว่าจะมีการเพิ่มถนนมากขึ้นการเดินทางก็จะถูกจำกัดเพียงช่วงสั้นๆ 3-4 เดือนต่อปีเท่านั้น เนื่องจากในฤดูหนาวจะมีหิมะปกคลุมอย่างหนักจนไม่สามารถสัญจรได้ แต่เสน่ห์ที่ได้รับคือผู้คนจะเปลี่ยนจากการเดินทางบนถนน ไปใช้เส้นทางบนแม่น้ำซันสการ์และแม่น้ำสินธุที่แข็งเป็นน้ำแข็งด้วยการเดินเท้าแทน พาดัมเป็นเมืองที่มีความเก่าแก่และเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังศรัทธาของชาวทิเบตโบราณ วัดทั้งหลายในเมืองนี้จะได้รับอิทธิพลของวัฒนธรรมของทิเบต ซึ่งจะก่อสร้างอยู่ตามเชิงเขาห่างจากเมืองพอสมควร การตระเวนเที่ยววัดวาอารามตามเส้นทางเหล่านี้จึงเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดใจหลายๆ คนที่มายังที่นี่

 

วันที่ 4: < วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม 2563 > Padum – Karsha Gonpa – Mask Dancing Festival – Stongday Gompa – Zangla Gompa - Padum

หลังรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม ออกเดินทาง เพื่อไป Karsha Gompa เพื่อชมและเก็บภาพ ระบำหน้ากาก (Mask Dancing Festival) ซึ่งเป็น High Light ของที่นี่ ใน 1 ปี มีเพียง 2 วันเท่านั้น 

หลังรับประทานอาหารกลางวัน ออกเดินทางเก็บภาพต่อที่ Stongdey Gompa, Zangla Gompa

หลังจากเก็บภาพเรียบร้อย รับประทานอาหารเย็น และเข้าที่พัก พักผ่อนตามอัธยาศัย

 

Karsha Gompa

อยู่ห่างออกไป 35 กิโลเมตรทางทิศเหนือของพาดุม ถนนซึ่งลัดเลาะไปตามแม่น้ำซันสการ์ เผยให้เห็นความงามระหว่างของแนวเทือกเขาที่โอบล้อมเราอยู่ในขณะนั้น Karsha Gompa เป็นอารามที่ใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดในซันสการ์ซึ่งสร้างขึ้นให้กับปัทมะสัมภวะหรือท่านครูกูรูรินโปเช (คนทิเบตมีความเชื่อว่าท่านเป็นดังพระพุทธเจ้าองค์ที่สองของพวกเขา) ซึ่งมีหลักฐานเป็นหินแกะสลักโบราณอยู่ในอารามแห่งนี้ ที่นี่มีโครงสร้างที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังหลงเหลืออยู่คือวิหาร Avalokiteshavara, วิหาร Chuk-shik-jai ซึ่งยังหลงเหลือภาพวาดบนฝาผนังที่เชื่อมโยงไปสู่ยุคของ Rinchen Zangpo (ลามะนักแปลผู้แปลภาษาสันสกฤตในช่วงที่มีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในทิเบตเป็นครั้งที่ 2) ประมาณปี พ.ศ. 958 - 1055 ที่อารามแห่งนี้จะมีเทศกาลสำคัญที่จัดขึ้นในทุกๆ ปีนั่นคือเทศกาล "ระบำหน้ากาก" (Mask Dancing Festival, Karsha Gustor) หรือที่เรียกกันว่า "ชัม" (Cham) ซึ่งเป็นพิธีกรรมทางศาสนาเหล่าลามะโดยมีความเชื่อว่าจะเพื่อป้องกันความชั่ว สร้างความดีให้อยู่เหนือความชั่วทั้งปวงได้นั่นเอง

 

Mask Dancing Festival

จัดขึ้นที่วัดคาชา (Karsha Gompa) ซึ่งจะมีการแสดงระบำหน้ากาก หรือ ชัม (Cham) ระบำหน้ากากเป็นพิธีกรรมทางศาสนา ในพุทธศาสนาแบบทิเบตที่เผยแผ่อยู่ในแถบเทือกเขาหิมาลัย ผู้แสดงเป็นลามะที่ฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ปกติแล้วจะแสดงในวันสำคัญทางศาสนาของวัดแต่ละแห่งเท่านั้น ตามความเชื่อที่จะทำให้ความดีอยู่เหนือความช่วงทั้งปวง อีกทั้งยังป้องกันความชั่วร้ายต่างๆ ได้อีกด้วย โดยจัดขึ้นเป็นเวลา 2 วัน หากสังเกตท่านจะเห็นนักเต้นสวมหมวกสีเหลืองถือเป็นสัญลักษณ์ของเทพผู้พิทักษ์ (Dharmapalas) และผู้อุปถัมภ์ของ Geluk-pa ต่อมาจะมีนักแสดงที่สวมหน้ากากแบบต่างๆ ออกมาระบำต่อพร้อมกับทำพิธีกรรมกับรูปปั้นตัวแทนความชั่วร้าย กระทั่งตอนท้ายของงาน รูปปั้นจะถูกนำไปเผาถือเป็นการสิ้นสุดของพิธีกรรม

 

Stongdey Gompa

วัดสตองเดย์ Stongdey Gompa ตั้งอยู่บนถนนสู่ Zangla เป็นวัดพุทธที่สำคัญแห่งหนึ่งของหุบเขา Zanskar วัดแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.1052 โดยลูกศิษย์ของท่าน Naropa ซึ่งท่านเป็นลามะนักแปลภาษาที่มีชื่อเสียงลามะ Marpa Lotsawa (ในช่วงปี พ.ศ. 1012-1097) วัดนี้ถูกยึดครองโดย Gelugpa ประมาณสี่ศตวรรษต่อมาและสุดท้ายกลายเป็นวัดที่สร้างเพื่ออุทิศให้กับท่าน Je Tsongkhapa วัดนี้เป็นสถาบันสงฆ์ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองใน Zanskar โดยมีพระลามะอาศัยอยู่ประมาณ 60 รูป

 

Zangla Gompa

อารามแห่งนี้อยู่ห่างไป 35 กิโลเมตรทางทิศเหนือของพาดัม เป็นอารามที่มีเฉพาะแม่ชี อีกทั้งยังเป็นที่พำนักของแม่ชีน้อยจำนวนมาก เดิมที่นี่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพระราชวัง Zangla เนื่องจากความผิดพลาดเรื่องการสื่อสารถึงพิกัดในสมัยก่อน ภายหลังได้มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดที่ตั้งเสียใหม่ในปี ค.ศ.1923 โดย Ervin Baktay

 

วันที่ 5: < วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2563 > Padum – Karsha Gonda – Random - Kargil

หลังรับประทานอาหารเช้า ออกเดินทาง เก็บภาพระหว่างการเดินทางจาก Karsha Gonpa, Random และ Kargil คืนนี้เราจะพักค้างคืนกันที่ Kargil

 

วันที่ 6: < วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2563 > Kargil – Fotu La Pass – Lama yaru

 

วันนี้นอกจากเราจะถ่ายภาพกันที่ Fotu La Pass, Lamayaru แล้วในตอนกลางคืนเราจะถ่ายทางช้างเผือก และ ดวงดาวกันครับ คืนนี้เราจะพักค้างคืนกันที่ Lamayaru ครับ

 

Fotu La Pass 

โฟตู ลาหรือเรียกอีกชื่อว่า Fatu La เป็นเส้นทางที่สวยงามบนถนนศรีนากาสู่เมืองเลห์ลาดักห์ ตั้งอยู่ในหุบเขาซันสการ์ จุดสูงสุดของถนนเส้นนี้อยู่ที่ความสูง 4,108 เมตรจากระดับน้ำทะเล จากเส้นทางนี้เราจะสามารถมุ่งหน้าสู่ Lamayuru ได้ ภูมิประเทศในแถบนี้เป็นภูเขาสูงและพื้นผิวบนภูเขามีความขรุขระ แต่ทว่ามีความเงียบสงบและทิวทัศน์สวยงามแปลกตา อย่าพลาดที่จะถ่ายรูปถนนที่มีความคดเคี้ยวบนทิวเขาหรือจะลองมองจากมุมสูง คุณจะพบว่าถนนสายนี้คดเคี้ยวเกินกว่าที่คุณจะคาดคิดเลยทีเดียว

 

Lamayaru

ตั้งอยู่บนความสูง 3,390 เมตรในเขตคาร์กิล ทางทิศตะวันตกของลาดักห์บนถนนสาย Srinagar - Kargil - Leh ถนนแห่งนี้มีความแปลกตรงที่มีพื้นผิวคล้ายกับดวงจันทร์จนได้รับสมญานามว่า "Moonland" หรือ "ดินแดนดวงจันทร์" ลามายูรูนับว่าเป็นวัดที่มีความเก่าแก่ที่สุดในลาดักห์ มีอีกชื่อหนึ่งว่า ยุงตรุง ทาปาลิง กอมปา (Yungdrung Tharpaling Gompa) เดิมทีเมื่อหลายล้านปีก่อนที่แห่งนี้เป็นทะเลสาบมาก่อน แต่เมื่อแผ่นเปลือกโลกยูเรเซียและอินโดออสเตรเลียเคลื่อนตัวมาชนกัน พื้นดินจึงถูกดันตัวขึ้นเกิดเป็นเทือกเขาหิมาลัยและภูเขาสูงต่างๆ โดยรอบ น้ำทะเลจึงค่อยแห้งเหือดไป เหลือเพียงแผ่นดินและพื้นผิวสีเหลืองที่เห็นบนผืนดินคือแคลเซียมที่เกิดจากตะกอนของทะเลสาบ

 

ตามตำนานเล่าว่า เมื่อครั้งพระอรหันต์นิมากุง จารึกผ่านมาถึงที่นี่เมื่อหลายร้อยปีก่อน บริเวณนี้เคยเป็นทะเลสาบอยู่ท่านทำนายว่าจะมีวัดมาเจริญศาสนา ณ สถานที่นี้ท่านจึงได้ตั้งเสาธงมนตราไว้เป็นหมุดหมายสำคัญพร้อมกับแผ่กุศลทานด้วยการโปรยเมล็ดข้าวโพดให้แก่ดวงวิญญาณของนาคที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบ ต่อมาเมล็ดข้าวโพดกลับงอกงามขึ้นเป็นรูปเครื่องหมาย "สวัสติกะ" จากนั้นเมื่อท่านริมโปเช ซังโป (Rinchen-zang-po) พาลามะจากอาณาจักรกูเก (Guge Kingdom) ของทิเบตตะวันตก มาสร้างวัดตามคำทำนาย จึงตั้งชื่อ วัดในนาม ยุงตรุง ซึ่งในภาษาทิเบตหมายถึง สวัสติกานั่นเอง

 

วัดแห่งนี้สร้างขึ้นมาด้วยอิฐโคลนตากแห้ง ผนังและพื้นฉาบด้วยดินหนียว มีเสาไม้ทาสีแดงประดับลวดลายแกะสลักสุดวิจิตรตระการตา เรือนหลังคามีเพียงคานไม้รับน้ำหนักกระเบื้องเอาไว้ สิ่งเหล่านี้แม้ผ่านเวลามานับร้อยปีแต่ยังดูแข็งแรงและแฝงไปด้วยข้อคิดด้วยจิตรกรรมฝาผนังที่ถูกวาดขึ้นมาอย่างสวยงาม

 

 

วันที่ 7: < วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม 2563 > Lamayaru – Shay Palace – Thiksey Manastery – Leh Palace - Leh

 

วันนี้เราจะเดินทางออกจาก Lamayaru ไปเยี่ยมชมและถ่ายภาพกันในหลายจุดเลยนะครับ เช่น Shay Palace, Thiksey Monastery, Leh Palace รวมถึงแวะเที่ยวชมตลาดท้องถิ่นประจำเมือง Leh คืนนี้พักค้างคืนกันที่เมือง Leh ครับ

 

Shey Palace

พระราชวังแห่งนี้มีอายุมากกว่า 500 ปี ส่วนของกำแพงพระราชวังถูกฉาบด้วยทองคำผสมทองแดง ก่อสร้างเพื่อเป็นพระราชวังฤดูร้อน ของกษัตริย์แห่งลาดักห์ ภายในมีรูปปั้นของพระศากยมุณี ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ ในอดีตที่นี่เป็นพระราชวังในสมัยที่หมู่บ้านเช และเป็นเมืองหลวงที่เก่าแก่ที่สุดในลาดักห์ ถึงปลาย ค.ศ. 1630 ได้ย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่่เลห์ พระราชวังเชอยู่ห่างจากเลห์ราว 15 กิโลเมตร ในอาณาบริเวณพระราชวังเชบนยอดเขามีวัดที่น่าสนใจสองแห่งด้วยกัน โดยวัดทั้งสองแห่งเป็นที่ประดิษฐานพระศากยมุนี ข้างหน้าพระราชวังเช ยังมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์รายล้อมด้วยทุ่งหญ้าสีเขียวขจี ซึ่งที่นี่ห้ามตกปลา หรือ สัตว์น้ำอื่นๆ โดยมีรั้วรายล้อมไว้ 

 

Shey Palace สร้างโดยกษัตริย์ Deldan Namgyal ในศตวรรษที่ 16 เพื่อระลึกถึงผู้เป็นพระบิดา Singge Namgyal และเพื่อเป็นที่ประทับของกษัตริย์ รวมถึงประดิษฐานพระพุทธรูปทองแดงที่สูงใหญ่ขนาดตึกสามชั้น กษัตริย์ Deldan Namgyal  โปรดเกล้าให้สร้างสถูป Numgyal Chorten หรือสถูปแห่งชัยชนะ (Victory Stupa) ที่ด้านบนของสถูปสร้างด้วยทองคำบริสุทธิ์ขึ้นมาด้วย ต่อมาในปี ค.ศ. 1834 กษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งหมดได้ย้ายไปอยู่ที่พระราชวัง Stok Palace

Thiksey Monastery

วัดทิกเซ่ เป็นวัดที่มีอายุยาวนานเก่าแก่มากกว่า 500 ปี สร้างขึ้นโดยมีพระราชวังโปทาลา ในทิเบตเป็นต้นแบบ ตั้งอยู่บนความสูงราว 3,600เมตรของหุบเขาอินดัส วัดแห่งนี้สร้างเสร็จสมบูรณ์ราวพุทธศตวรรษที่ 1953-1983 เป็นวัดใน “นิกายหมวกเหลือง” หรือที่เรียกกันว่า “นิกายเกลุกเปา” ที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของลาดักที่มีความสำคัญมาก วัดทิ๊กเซ่ มีอาคารทั้งสิ้น 12 ชั้นตั้งอยู่บนเนินเขา ประกอบด้วยอารามทั้งหมด 10แห่ง ที่นี่เป็นสถานที่เก็บรักษาพุทธศิลป์ที่มีความสำคัญและงดงามยิ่ง เช่น สถูป รูปปั้น ผ้าทังก้าที่เก่าแก่สำคัญของพุทธศาสนาวัชระยานที่ถูกม้วนเก็บไว้บูชา จิตรกรรมฝาผนัง และดาบโบราณ เนื่องจากวัดนี้มีความเป็นมามากกว่าร้อยปีจึงมีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย ทั้งสถาปัตยกรรมและความงามทางศิลปะที่ยังคงหลงเหลือให้ผู้คนเข้ามาศึกษา และชื่นชมอยู่จนทุกวันนี้

วันที่ 8: < วันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2563 > Leh – Delhi - Bangkok

 

หลังรับประทานอาหารเช้า เตรียมตัวเพื่อเดินทางไปที่สนามบิน Leh Airport เพื่อเดินทางกลับประเทศไทย ด้วยสายการบิน Spice Jet เที่ยวบินที่ SG124 และ SG89 เวลาเครื่องออก 12:00 รวมเวลาเดินทาง 8 ชม. 10 นาที และถึงสนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพโดยสวัสดิภาพ เวลาท้องถิ่น 21:40 น. ของวันเดียวกัน

รายละเอียดค่าบริการ และ การชำระเงิน

 

อัตราค่าบริการ: 41,000 บาท/ท่าน  (สามารถแบ่งชำระได้ 3 งวด)
พิเศษ!!! สำหรับลูกค้าเก่า Foto Journey ราคาเพียง  37,900 บาท/ท่าน  

(ราคานี้ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบิน และ ค่าวีซ่าเท่านั้น)

 

เงื่อนไขการจองและการชำระเงิน:

ณ วันที่จอง : ชำระมัดจำงวดแรก 10,000 บาท

ภายในวันที่ 30 เมษายน 2563 : ชำระมัดจำงวดที่สอง 20,000 บาท

ภายในวันที่ 30 พฤษภาคม 2563 : ชำระมัดส่วนที่เหลือทั้งหมด

***โดยบริษัทถือลำดับการชำระเงิน เป็นสำคัญ ในการยืนยันสิทธิ์การเดินทาง สำหรับลูกค้าที่เดินทางท่านเดียว ทางบริษัทจะจัดหารูมเมทให้โดยไม่จำเป็นต้องชำระค่าใช้จ่ายสำหรับพักเดี่ยวแต่อย่างใด***

 

ค่าบริการนี้รวม:

- ค่าที่พักตลอดการเดินทาง (พักห้องคู่)

- ค่าอาหารทุกมื้อ

- ค่ารถเดินทางภายในประเทศ (รถจี๊ปนั่งคันละ 3 ท่าน เพื่อความสะดวกในการถ่ายภาพ)

- ค่าเข้าเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆที่ระบุไว้ในโปรแกรม

- บริการถ่ายภาพและสอนการถ่ายภาพตลอดการเดินทาง

- ค่าประกันภัยการเดินทางอุบัติเหตุ วงเงินรวมสูงสุด 2,000,000 บาท เงื่อนไขตามรายละเอียดในกรมธรรม์

ค่าบริการนี้ไม่รวม:

- ค่าตั๋วเครื่องบินระหว่างประเทศ กรุงเทพ – เลห์

- ค่าธรรมเนียมวีซ่า

- ค่าทิปมัคคุเทศก์ และ คนขับรถ

- ค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่นๆ นอกเหนือรายการ เช่น ค่าเครื่องดื่ม มินิบาร์ ค่าโทรศัพท์ ค่าซักรีด เป็นต้น

- ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดการณ์

การชำระเงินค่าเดินทาง :
สามารถโอนเงินเข้าบัญชี
ธ.กสิกรไทย    เลขที่บัญชี 037-2-57628-6 หรือ

ธ.ไทยพาณิชย์  เลขที่บัญชี 408-825346-9 


ชื่อบัญชี บริษัท โฟโต้ เจอร์นี่ จำกัด
หลังจากโอนเงินแล้ว กรุณาส่งใบโอนเงินไปที่ 

Line@: @FotoJourney หรือ

คลิก! Line : https://line.me/R/ti/p/%40fotojourney หรือ 

Inbox Facebook: FotoJourneyTH 

ข้อมูลและลักษณะของทริปที่สำคัญ

ทริปนี้มีลักษณะเป็น Photo Trip จะเน้นถ่ายรูปแสงเช้า แสงเย็น เป็นหลัก ดังนั้น แผนเดินทางอาจจะมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อให้ทุกท่านได้ถ่ายภาพตามให้มากที่สุด

 - ยานพาหนะ มีข้อจำกัดเรื่องต้องเก็บสัมภาระพร้อมการเดินทาง จึงขอความกรุณานำกระเป๋าขนาดใหญ่ไม่เกิน 26 นิ้วต่อ 1 ท่าน และ กระเป๋าหิ้วน้ำหนักไม่เกิน 7 กก ต่อ 1

การทำวีซ่า ต้องยื่นผ่านตัวแทน    โดยเราจะช่วยอำนวยความสะดวกเรื่องเอกสารใบสมัครและแผนการเดินทาง เพื่อประกอบการยื่นขอวีซ่า ซึ่งจะนัดหมายกันอีกครั้ง ประมาณ 2 - 3 เดือนก่อนวันเดินทาง

เรื่องอาการแพ้ความสูง (Altitude Sickness) เลห์ ลาดักห์ อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 3,500-4,400 เมตร ซึ่งผู้เดินทางอาจจะมีอาการแพ้ความสูง ลักษณะอาการที่อาจเกิดขึ้นได้แก่ ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร เหนื่อยง่าย เนื่องจากปริมาณ Oxygen น้อยกว่าที่ราบ  ทาง Foto Journey จะเตรียมยา Diamox ไปให้ทุกท่าน 

คำแนะนำเพิ่มเติม คือ (1) ก่อนเดินทางควรออกกำลังกายโดยการเดินเร็วหรือวิ่ง 3 ครั้ง/สัปดาห์ ครั้งหนึ่งอย่างน้อย 30 นาที (2) เมื่อไปถึงที่ เลห์ ลาดักห์ ให้ทำกิจกรรมต่างๆ ให้ช้ากว่าปกติ โดยเฉพาะวันแรกที่ไปถึงเลห์ 

บริการจัดการจองตั๋วเครื่องบิน

กรณีให้ Foto Journey (FJ) ออกบัตรโดยสาร จะเป็นการจองที่นั่งบัตรโดยสารผ่านระบบ GDS ( Global Distribution System ) มีระยะเวลาในการออกบัตรโดยสาร (โอนเงินค่าตั๋วฯ) ภายใน 48-72 ชั่วโมง 

ซึ่งต่างจากราคาบนหน้าเว็ปไซด์ ที่เป็น Real Time Rate ที่ขึ้น-ลง ตามสายการบิน 

โดยรับบริการจองตั๋วเครื่องบิน ตั้งแต่วันที่ทริปนั้นยืนยันการออกเดินทาง จนถึง 30 วันก่อนกำหนดวันเดินทางในทริปนั้นๆ

 

ข้อมูลที่จำเป็น ในการสำรองที่นั่ง ผ่านระบบ GDS  

1.ชื่อ - นามสกุล ตามหน้าหนังสือเดินทาง

2.Frequent Flyer Number หรือบัตรสะสมไมล์ 

3.ระบุที่ั่นั่งที่ต้องการ เช่น ริมทางเดิน ริมหน้าต่าง อาจมีค่าใช่จ่ายเพิ่มขึ้นตามเงื่อนไขของสายการบิน 

4.หลังจากสำรองที่นั่งแล้ว ทาง Foto Journey (FJ) จะแจ้งราคาบัตรโดยสารที่ไม่มีธรรมเนียมค่าบริการ

5.สมาชิกโอนเพื่อออกบัตรโดยสารภายในวันเวลาที่กำหนด เพื่อป้องกัน ฺBooking จะ Auto Cut 

6.กรณีโอนเงินไม่ทันตามกำหนด และมีการสำรองที่นั่งใหม่ อาจมีราคาที่เท่าเดิม หรือ สูงขึ้นกว่าเดิม ขึ้นอยู่กับสถานะของที่นั่งในช่วงเวลานั้น ๆ 

เงื่อนไขการยกเลิกทริป

กรณีที่ลูกค้าไม่สะดวกเดินทางและมีความจำเป็นต้องยกเลิกการเดินทาง และมีการยกเลิกการเดินทาง

ยกเลิกก่อนวันเดินทาง 90 วัน หัก 18,000 บาท

ยกเลิกก่อนวันเดินทาง 45-90 วัน หัก 28,000บาท

ยกเลิกก่อนวันเดินทาง 15-45 วัน หัก 32,000 บาท

ยกเลิกก่อนวันเดินทาง 15 วัน ไม่สามารถคืนเงินได้ยกเว้นเงินรีฟันด์ตั๋วเครื่องบินให้ลูกค้าตามเงื่อนไขของสายการบินนั้นๆ

หมายเหตุ : ในกรณีที่ค่าทริปรวมตั๋วเครื่องบิน บริษัทจะทำการคืนเงินรีฟันด์ตั๋วเครื่องบินให้ลูกค้าตามเงื่อนไขของสายการบินนั้นๆ

ในกรณีที่ประเทศที่ไปต้องมีการของวีซ่า การยกเลิกทริปเนื่องจากลูกค้ายื่นวีซ่าไม่ผ่านหลังจากชำระมัดจำทริปแล้ว ให้ใช้เงื่อนไขเดียวกับการยกเลิกทริปโดยลูกค้า แนะนำให้ลูกค้าหลังจากจองทริปไปแล้วควรไปขอวีซ่าแต่เนิ่นๆ เพื่อที่จะเมื่อเกิดปัญหาเรื่องวีซ่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ง่ายกว่าการขอวีซ่าแบบกระชั้นชิด

 

ความรับผิดชอบ และ เงื่อนไขอื่นๆ

ในกรณีที่ทริปต้องถูกยกเลิกการเดินทาง ด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ เช่น เกิดการก่อการร้าย เกิดความไม่สงบ เกิดการประท้วง เกิดจากภัยธรรมชาติทำให้ไม่สามารถเดินทางได้ หรือเหตุอื่นๆที่ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัย โดยถือว่าการตัดสินใจยกเลิกการเดินทางเป็นสิทธิ์ขาดของทางบริษัท ทางบริษัทยินดีที่จะคืนค่าทริปที่ลูกค้าจ่ายมาทั้งหมด ยกเว้นค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก หรืออื่นๆที่มีการดำเนินการชำระเงินไปแล้ว

บริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบใดๆ ที่เกิดจากความล่าช้าของสายการบิน เหตุการณ์ทางการเมือง การปฏิเสธการเข้าเมือง การโดนกักตัว หรือถูกส่งตัวกลับ ความเสียหายหรือสูญหายของกระเป๋าเดินทาง กระเป๋าใบเล็ก หรือของมีค่าส่วนตัวของท่านระหว่างการเดินทาง โดยสิทธิประโยชน์ของท่านจะได้รับตามกรมธรรม์ประกันการเดินทางที่ระบุความรับผิดชอบไว้เท่านั้น ทั้งนี้ บริษัทฯ จะยืดถือผลประโยชน์ของลูกค้าเป็นสําคัญ แต่ไม่สามารถคืนเงินค่าทริปให้ท่านได้

และหากเกิดเหตุสุดวิสัยดังต่อไปนี้ ทางบริษัทไม่อาจรับผิดชอบต่อความเสียหายต่างๆ ที่อยู่เหนือการควบคุมของเจ้าหน้าที่บริษัทฯ อาทิ

o การนัดหยุดงาน การจลาจล เปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาในตารางบิน ภัยธรรมชาติ ฯลฯ หรือค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เกิดขึ้น ทั้งทางตรง หรือทางอ้อม เช่น การเจ็บป่วย การถูกทำร้าย การสูญหาย ความล่าช้า หรือ จากอุบัติเหตุต่างๆ ฯลฯ

o การตอบปฏิเสธการเข้าและออกเมืองของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าหรือออกเมือง อันเนื่องมาจากมีสิ่งผิดกฏหมาย หรือเอกสารการเดินทางไม่ถูกต้อง หรือการถูกปฏิเสธในกรณีอื่นๆ

o  การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากสายการบินเช่น การยกเลิกเที่ยวบิน / เครื่องดีเลย์ / กระเป๋าสัมภาระมาไม่ครบ / การขึ้นราคาค่าตั๋วเครื่องบิน เป็นต้น

o บริษัทฯ มีสิทธ์ที่จะเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบางประการในทัวร์นี้ เมื่อเกิดเหตุสุดวิสัยจนไม่อาจแก้ไขได้

o หากท่านถอนตัวก่อนรายการท่องเที่ยวจะสิ้นสุดลง ทางบริษัทฯ จะถือว่าท่านสละสิทธิ์และจะไม่รับผิดชอบค่าบริการที่ ท่านได้ชำระไว้แล้ว ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น

o บริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบต่อการห้ามออกนอกประเทศ หรือ ห้ามเข้าประเทศ อันเนื่องมาจากมีสิ่งผิดกฎหมาย หรือ เอกสารเดินทางไม่ถูกต้อง หรือ การถูกปฏิเสธในกรณีอื่น

o กรณีเกิดความผิดพลาดจากตัวแทน หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนมีการยกเลิก ล่าช้า เปลี่ยนแปลง การบริการจาก สายการบิน บริษัทขนส่ง หรือ หน่วยงานที่ให้บริการ บริษัทฯ จะดำเนินโดยสุดความสามารถที่จะจัดบริการทัวร์อื่น ทดแทนให้ แต่จะไม่คืนเงินให้ สำหรับค่าบริการนั้นๆ

o มัคคุเทศก์ พนักงาน และตัวแทนของบริษัท ฯ ไม่มีสิทธิ์ในการให้คำสัญญาใดๆ ทั้งสิ้นแทนบริษัทฯ นอกจากมีเอกสาร ลงนามโดยผู้มีอำนาจของ

บริษัทฯ กำกับเท่านั้น

  • White Facebook Icon
  • White Instagram Icon
  • White YouTube Icon

Foto Journey Co., Ltd

ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว เลขที่ 11/09199