"Complete your frame....

with a great Journey"

" Amazing Morocco & Sahara "

Foto Journey  ยินดีพาท่านไปชม…..ดินแดนอารยธรรมสุดขอบทวีป….. “โมร็อคโค” ดินแดนมหัศจรรย์บนแอฟริกาตอนเหนือร่ำรวยศิลปวัฒนธรรม..ลึกลับ..มีเสน่ห์..ชวนหลงไหล..จนจัดให้เป็นดินแดนที่โรแมนติกติดอันดับโลยเลยทีเดียว ......ขี่อูฐ ....นอนค้างคืนในทะเลทราย…..สัมผัสบรรยากาศอันงดงามของพระอาทิตย์ตก และข้ึนที่สุดขอบฟ้าทะเลทรายซาฮาร่า ที่ใหญ่อันดับ 1 ของโลก 

หนึ่งในประเทศในฝันของใครหลายๆคน ที่จะต้องเดินทางไปให้ได้ครั้งหนึ่งในชีวิต ชมเมดินา….เมืองเก่าท่ีมีช่ือเสียง ตื่นตา ตื่นใจกับโอเอซิสในทะเลทราย ชมความงดงามของเมืองมาราเกชอันเลื่องชื่อ สัมผัสความแตกต่างที่น่าหลงไหล

และที่สำคัญเราจะพาทุกท่านไปถ่ายรูปในหลายประสบการณ์ หลากเทคนิค โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านการภาพถ่าย (Photo Specialist) สอนถ่ายภาพตั้งแต่ระดับพื้นฐาน คอยแนะนำเทคนิค, มุมมอง, องค์ประกอบภาพ รวมถึงการให้คำปรึกษาวิเคราะห์ภาพที่ถ่ายอย่างเป็นกันเอง และ เข้มข้น

HIGHLIGHT:

คาซาบลังกา (Casablanca) นครขาว หรือ “White City” เมืองที่มีบ้านเรือนเป็นสีขาว โด่งดังมีชื่อเสียงไปทั่วโลก เมื่อภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน ออกฉายในปีค.ศ. 1942 


o สถานที่สำคัญไม่ควรพลาดของเมืองนี้ ก็คือ มัสยิดฮัซซันที่สอง (Hassan II Mosque) ที่งดงาม ยิ่งใหญ่ที่สุดในโมร็อกโค ซึ่งมี หออะซานที่สูงที่สุดในโลก (210 เมตร) และยังเป็นมัสยิดที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก 


เชฟชาอู (Chefchaouen) นครสีฟ้า หรือ “Blue City” เมืองที่ทาอาคารบ้านเรือน ทางเดิน ประตู และทุกๆ ที่ในเมืองให้เป็นสีฟ้า ด้วยความเชื่อทางศาสนาที่ว่า สีฟ้า-น้ำเงิน เป็นสัญลักษณ์และเป็นตัวเทนของเทพเจ้า เป็นสีของท้องฟ้าและทะเล และยังเพื่อเป็นการระลึกถึงพระเจ้า 


เมืองมาร์ราเกช (Marrakech) นครสีชมพู หรือ “Pink City” ที่ทั้งเมืองอิฐฉาบปูนทาสีส้มแดงยามต้องแสงอาทิตย์ปรากฏเป็นนครสีชมพู


ทะเลทรายซาฮารา (Sahara) ทะเลทรายขนาดใหญ่ที่สุดในโลก 


โรงงานฟอกหนังแห่งเมืองเฟซ ซึ่งมีอายุมากกว่า 1,000 ปี เป็นโรงฟอกหนังที่เก่าแก่ที่สุด และเป็นที่ที่ช่างภาพจากทั่วทุกมุมโลกต้องการได้ภาพอ่างหินจำนวนมากวางเรียงกันเป็นแถว แต่ละบ่อจะเต็มไปด้วยสีย้อมและของเหลวเติมเต็มทั่วทุกบ่อ ราวกับเป็นจานสีที่มีขนาดใหญ่
 

กำหนดการเดินทาง : 12 - 20 กันยายน 2563  (9 วัน, ลางาน 5 วัน)

จำนวนสมาชิก: 14 ท่าน
ผู้เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพ (Photo Specialist, PS): 2 ท่าน (สมาชิก 7: PS 1)
ผู้นำทริปท้องถิ่น (Local Tour Leader): 1 ท่าน
ผู้ขับรถท้องถิ่น (Local Driver): 1 ท่าน

 

รายละเอียดเส้นทางการบินระหว่างประเทศ: สายการบิน Emirates Airline

**กรณีจำนวนสมาชิกสามารถเดินทางพร้อมกันโดยใช้ตั๋วกรุ๊ป ทาง Foto Journey จะเป็นผู้ดำเนินการให้**
ขาไป
เดินทาง วันที่เสาร์ 12 กันยายน 2563  ด้วยเที่ยวบินที่ EK385 และ EK751 แวะพัก 1 จุดที่ ดูไบ 
EK385 + EK751 >>> Bangkok (BKK)-Casablanca (CMN) เวลา 01.35 – 12.45 น.  (ใช้เวลาในการบิน 6 ช.ม. 10 นาที แวะพัก 2 ช.ม. 40 นาที บินต่ออีก 8 ช.ม. 20 นาที)
ขากลับ
เดินทางวันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2563 ด้วยเที่ยวบินที่ EK752 และ EK384 แวะพัก 1 จุดที่ ดูไบ 
EK752 + EK385 >>> Casablanca (CMN)- Bangkok (BKK) เวลา 14.45-12.30 น.+1 (ใช้เวลาในการบิน 7 ช.ม.30 นาทีแวะพัก 1 ช.ม. 35 นาที บินต่ออีก 6 ช.ม. 40 นาที) 
เดินทางถึงประเทศไทยในวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน เวลา 12.30 น.

***ออกตั๋วหลังจากได้รับยืนยันการออกทริป จากทางบริษัทฯเท่านั้น***
***บริการจัดการจองตั๋วเครื่องบิน โดยไม่คิดค่าบริการเพิ่ม… รายละเอียดสามารถดูในหัวข้อ “ข้อมูลและลักษณะของทริปที่สำคัญ” ด้านล่าง***

 

รายละเอียดการเดินทาง:

วันที่ 1: <วันเสาร์ที่ 12 กันยายน 2563> Bangkok ✈ Casablanca 
เดินทางโดยสายการบิน Emirates Airline เที่ยวบิน EK385 พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิคืนวันศุกร์ที่ 11 กันยายน เวลา 22.30 น. เวลาออกเดินทางคือ 01.35 น. ของเช้าวันเสาร์ที่ 12 กันยายน

โดยเดินทางจากกรุงเทพไปดูไบ ใช้เวลา 6 ชม. 10 นาที และพักที่ดูไบเป็นเวลา 2 ชม. 40 นาที และเดินทางโดยเที่ยวบิน EK751 ใช้เวลา 8 ชม. 20 นาที จากดูไบไปถึงคาซาบลังกาประเทศโมร็อกโค เวลาท้องถิ่น 12.45 น.

พาทุกท่านรับประทานอาหารกลางวัน หลังจากนั้นพาเข้าชม มัสยิดฮัซซันที่สอง (Hassan II Mosque) รอถ่ายแสงเย็นที่นั้นก่อนรับประทานอาหารเย็นและพักค้างคืนที่ เมืองคาซาบลังกา (Casablanca)

มัสยิดฮัซซันที่สอง (Hassan II Mosque) 
สถาปัตยกรรมทางศาสนา ที่มีความสวยงามและมีเสน่ห์ประจำตัว มัสยิดแห่งกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 (Hassan II Mosque) เป็นความยิ่งใหญ่และความภูมิใจของชาวโมร็อกโก ตั้งอยู่ในเมืองใหญ่คาซาบลังกา 
มีความอลังการงานสร้าง ยิ่งใหญ่ที่สุดในโมร็อกโก และใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของมัสยิดระดับโลก เป็นสถาปัตยกรรมที่ไม่เก่าแก่นัก ใช้เวลาสร้างประมาณ 6 ปี และแล้วเสร็จในปีค.ศ. 1993 หรือประมาณ 22 ปีมาแล้ว มัสยิดแห่งนี้ถูกออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส มิเชล แปงโซ แต่เป็นศิลปะสไตล์โมร็อกโกที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ผสมผสานเข้าไปด้วย ซึ่งสิ่งปลูกสร้างนี้สามารถจุผู้คนได้ถึง 25,000 คนและมีหอคอยสูงถึง 120 เมตร 
ถือเป็นสัญลักษณ์ของคาซาบลังกาพอๆ กับที่ตึกเอมไพร์สเตตเป็นสัญลักษณ์ของมหานครนิวยอร์ก เป็น 1 ใน 6 มัสยิดอันงดงามที่สุดในโลก จัดลำดับโดย National Geographic

วันที่ 2: <วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2563> Casablanca  - Rabat – Chefchaouen
หลังรับประทานอาหารเช้าที่ โรงแรมใน เมืองคาซาบลังกา (Casablanca) เรียบร้อยแล้ว จึงออกเดินทาง ไปยังกรุงราบัต (Rabat) แวะชมสถานที่สำคัญในเมืองราบัตอาทิเช่น “ป้อมปราการไอดูยะ” (Oudaias Kasbah), “สุสานกษัตริย์มูฮัมหมัดที่ 5”(Mausoleum of Mohammed V) และ “หอคอยฮัสซัน” (Hassan Tower) 
รับประทานอาหารกลางวันและเดินทางเพื่อไปถ่ายแสงเย็นและพักค้างคืนที่ เมืองเก่าเชฟชาอูน (Chefchaouen)

กรุงราบัต (Rabat)
กรุงราบัตซึ่งตั้งอยู่ตามแนวชายฝั่งมหาสมุทรแอดแลนติก เป็นเมืองหลวงของประเทศและหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่สุดในปี 2013 ตามการจัดอันดับของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น กรุงราบัตมีทั้งเขตเมืองใหม่ที่มีถนนขนาดใหญ่และร้านคาเฟ่ตั้งอยู่มากมาย และย่านเมืองเก่าที่อยู่หลังกำแพงเมือง นักเดินทางที่มาเมดิน่าจะสามารถเลือกซื้อพรมและเครื่องหนังได้จากร้านต่างๆ ที่มีอยู่มากมาย นอกจากการช้อปปิ้งแล้ว ขอแนะนำให้แวะมายังป้อมไอดูยะ (Kasbah des Oudaias) ที่ตั้งอยู่บนหน้าผา เพื่อมาสัมผัสกับวิวทะเลที่งดงาม
 
“ป้อมปราการไอดูยะ” (Oudaias Kasbah)
ป้อมขนาดใหญ่ 2 ช้ันท่ีต้ังอยู่ ริมมหาสมุทรแอตแลนติก ล้อมรอบด้วยกำแพงสูงใหญ่ ด้านในเป็นเมดินา บ้านเรือนทาทาบด้วยสีฟ้าที่สะอาดตาน่าเดินเล่น เหมือนศิลปะบนกำแพง 
 “Kasbah” หมายถึง ลักษณะของป้อมปราการที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยดิน และส่วนผสมต่าง ๆ อย่างน้ำ, ฟาง มาก่อสร้างรวมกัน ลักษณะของป้อมนี้ก็จะเป็นทั้งที่สามารถอยู่อาศัยได้ และเหตุผลหลักอีกอย่างก็คือไว้ป้องกันการโจมตี ซึ่งป้อมปราการ(Kasbah) นี้จะเป็นลักษณะของกำแพงสูง ๆ และไม่มีหน้าต่าง
…ตัวป้อมปราการภายนอกก็จะเป็นอิฐสีแดงขนาดมหึมาที่ล้อมรอบอาคารภายในไว้ เมื่อเดินเข้ามาด้านในก็เหมือนหลุดมาอยู่อีกโลกหนึ่ง โลกที่มีแต่สีฟ้า และสีขาว .. ทางเดินเป็นแบบแคบ ๆ ถนนลดเลี้ยวไปมา ซึ่งภาษาของโมร๊อกโกจะเรียกลักษณะแบบนี้ว่า “เมดิน่า(Medina)” โดยจะเป็นลักษณะของเมืองเก่าที่ออกแบบบ้านเรือนมาในลักษณะที่หนาแน่น มีทางเดินแคบ ๆ คดเคี้ยวไปทั่วตามตรอกซอกซอย และล้อมรอบด้วยกำแพงสูง …

“สุสานกษัตริย์มูฮัมหมัดที่ 5”(Mausoleum of Mohammed V) 
ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม “หอคอยฮัสซัน” (Hassan Tower) ตัวสุสานมีความโดดเด่นด้วยตัวเองเพราะเป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยมสีขาวขนาดใหญ่ตัดกับสีเขียวของหลังคา สุสานแห่งนี้สร้างเสร็จในปี 1971 ภายใต้ดำริของกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 ด้วยจุดประสงค์เพื่อถวายพระเกียรติแด่กษัตริย์มูฮัมหมัดที่ 5 ผู้ทรงเป็นกำลังสำคัญในการปลดแอกโมร็อกโกจากฝรั่งเศส ต่อมาสุสานกษัตริย์มูฮัมหมัดที่ 5 ก็ยังได้กลายเป็นสุสานของกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 เองรวมถึงเจ้าชายอับดัลลาห์ (Prince Abdallah) หลังสวรรคต การสร้างและตกแต่งทั้งภายนอกภายในสุสานนั้นสง่างามสมกับเป็นสุสานกษัตริย์ โดยเฉพาะภายในที่ปูพื้นด้วยหินอ่อนสีขาวและหินแกรนิต ตกแต่งด้วยศิลปะแบบดั้งเดิมผสมผสานกับแบบสมัยใหม่ ทำให้สุสานแห่งนี้กลายเป็นผลงานชิ้นเอกทั้งในด้านของสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ของชาติ

เมืองเชฟชาอูน (Chefchaouen)
เชฟชาอูนได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งสีน้ำเงิน (blue city) เพราะเต็มไปด้วยอาคารบ้านเรือนเฉดสีน้ำเงินในหลายระดับ เมืองเชฟชาอูนซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของโมร็อกโกนี้ ยังขึ้นชื่อจากงานหัตถกรรมอย่างผ้าทอซึ่งมีขายเฉพาะเมืองนี้เท่านั้นอีกด้วย

วันที่ 3: <วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2563> Chefchaouen - Fes
ถ่ายแสงแรกของเมืองเก่าเชฟชาอูน (Chefchaouen) ก่อนรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม จากนั้นแวะเยี่ยมชม และสำรวจความงดงามอันแปลกตาของสถาปัตยกรรมในสไตล์ชาวยิว ที่นิยมตกแต่งบ้านเรือนด้วยสีขาวและสีฟ้า ทำให้เมืองแห่งนี้มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นไม่เหมือนเมืองอื่นๆ และเดินทางเข้าสู่เมืองเฟส (Fes)
 
เมืองเฟส (Fes)
เฟส (สะกดว่า Fes หรือ Fez) เคยเป็นเมืองหลวงของโมร็อกโกมาก่อน และปัจจุบันเป็นเมืองใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสามของประเทศ เฟสเป็นเมืองเก่าแก่ที่ยังคงย่านเมืองเก่าเอาไว้ถึงสองแห่งและเป็นบ้านของมหาวิทยาลัยอัลกอราวียีน (Al-Qarawiyyin University) มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในโลก นักท่องเที่ยวอาจเริ่มการเที่ยวชมเมืองนี้จากย่านเมืองเก่า เฟส เอล บาลี (Fes el Bali) ซึ่งเป็นเขตเมืองใหญ่ที่สุดในโลกตามจำนวนประชากรที่ปลอดรถยนต์ โดยจะได้พบเห็นการขนส่งสินค้าด้วยลาและรถเข็นขนาดเล็ก บ้านเรือนและลานบ้านแบบโบราณที่สร้างขึ้นจากอิฐดิบและประดับตกแต่งด้วยกระเบื้องโมเสกโดยตั้งตามถนนแคบๆ และตรอกซอกซอยที่วกวนเหมือนเขาวงกตสลับกับตลาดกลางแจ้งและร้านค้าต่างๆ เมืองเฟสยังมีชื่อเสียงในด้านเครื่องหนังย้อมสีอีกด้วย

Bab Bou Jeloud
สถานที่ที่น่าสนใจและดึงดูดผู้คนให้มาเมืองเฟสมากที่สุดอีกแห่งหนึ่งคือ เขตเมืองเก่า ซึ่งเรียกกันว่า “เมดินา” (คำว่า เมดินา แปลว่า เมือง แต่โดยทั่วไปมักหมายถึงเขตเมืองเก่า) 
“เมดินา” นี้ มีกำแพงเมืองโบราณโดยรอบสีฟ้า ซึ่งรู้จักกันในชื่อ "Blue Gate of Fes" สร้างขึ้นเมื่อปีพ. ศ. 2456  ซึ่งสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมของศิลปะอิสลาม มีลวดลายกระเบื้องเคลือบด้วยงานเซลลิช สีฟ้าสลับขาว เนื่องจากในเมือง Fes เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในเรื่องของเครื่องปั้นดินเผาที่ทาสี 
Blue Gate นี้เป็นประตูที่แบ่งเมืองออกเป็นสองส่วน ส่วนด้านนอกเป็นเมืองที่มีสีสันและมีชีวิตชีวา ในศตวรรษที่ 21 และ ส่วนด้านในยังมีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่ยังคงมีลักษณะเฉพาะดั้งเดิมเหมือนสมัยก่อน ซึ่งแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางวิถีชีวิตและความเป็นอยู่มานานหลายศตวรรษ ประกอบด้วยร้านขายของชำที่ขายของเก่า ผู้คนส่วนใหญ่ขายเครื่องเทศ พรม เครื่องดนตรี และ เครื่องหนัง 
ทางเดินแคบๆไม่อนุญาตให้รถผ่าน เต็มไปด้วยเสียงฝีเท้าของสัตว์และคนเดินเท้าหลายพันตัวที่กำลังเดินผ่านตรอกซอกซอยเล็กๆ มากมาย ที่คดเคี้ยว วกวนซับซ้อนอยู่ภายในคล้ายเขาวงกต กล่าวกันว่ามีถึง 1 หมื่นซอย จะมีแต่ลาและล่อเป็นเพียงสัตว์พาหนะที่ผู้คนใช้บรรทุกของไปมา ภายในซอกซอยเหล่านั้น จึงเสมือนว่ายังอยู่ในบรรยากาศของเมืองโบราณที่มีอายุมาตั้งแต่ยุคกลาง

วันที่ 4: <วันอังคารที่ 15 กันยายน 2563> Fes - Merzouga
หลังรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม และเข้าชม โรงฟอกหนัง เมืองเฟสเป็นดินแดนแห่งเครื่องหนัง หากย้อนไปเมื่อกว่าพันปีก่อน หากใครอยากได้กระเป๋าหนังชั้นดี ต้องเป็นของเมดอินเฟส(Fes) โดยใช้สูตรลับ มูลของนกพิราบ ฉี่วัว ผสมกับน้ำ กลายเป็นน้ำยาฟอกหนังชั้นดี
หลังรับประทานอาหารกลางวันที่ เฟส(Fes) เราจะเดินทางไกลไปยังเมือง Merzougaเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ทะเลทรายซาฮาร่า
 
โรงงานฟอกหนังอายุกว่าพันปี แห่งเมืองเฟซ
ณ เมืองเฟซ (Fez) เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของประเทศ ก่อตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 8 ปัจจุบันเป็นที่อยู่อาศัยของผู้คนกว่าหนึ่งล้านคน เมืองนี้ยังมีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่ยังคงมีลักษณะเฉพาะดั้งเดิมเหมือนสมัยก่อน อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมืองนี้คือ “เครื่องหนัง” ที่ส่วนใหญ่มาจาก โรงงานฟอกหนังแบบกลางแจ้งที่เก่าแก่ที่สุด ซึ่งมีอายุนับพันปี
โรงฟอกหนังของเมืองเฟซจะประกอบไปด้วยอ่างหินจำนวนมากวางเรียงกันเป็นแถว แต่ละบ่อจะเต็มไปด้วยสีย้อมและของเหลวเติมเต็มทั่วทุกบ่อ ราวกับเป็นจานสีที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งบริเวณโรงฟอกสีจะมีเหล่าผู้ชายทำงานในกระบวนการทำเครื่องหนังภายใต้แสงอาทิตย์ร้อน โดยหนังเหล่านี้ได้มาจากทั้งวัว แกะ แพะ และอูฐ และจะนำไปเข้าสู่กระบวนการกลายเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องหนังคุณภาพสูง เช่น กระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้า ซึ่งชาวบ้านสามารถทำสำเร็จทั้งหมดโดยไม่ใช้เครื่องจักร เป็นภูมิปัญญาที่มีมาตั้งแต่ยุคกลาง

วันที่ 5: <วันพุธที่ 16 กันยายน 2563> Merzouga - Sahara
ตื่นแต่เช้าเพื่อขี่อูฐไปถ่ายแสงเช้าในเนินกลางทะเลทรายกัน, มีกิจกรรมผจญภัยกับรถจี๊ปกลางทะเลทราย รวมถึงแวะเยี่ยมชมความเป็นอยู่ของ ชาวพื้นเมืองเบอร์เบอร์ (Berber)
คืนนี้เราจะพักค้างคืนกันในแคมป์ที่ "ทะเลทรายซาฮารา" (Sahara) หาที่เหมาะๆถ่ายดาวกัน ^^

หมู่บ้านเมอร์ซูก้า (Merzouga)
เมอร์ซูก้าเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศและอยู่ไม่ไกลจากชายแดนประเทศแอลจีเรีย เมอร์ซูก้าอยู่ใกล้กับ เอร์กเชบบี้ (Erg Chebbi) เนินทรายสูงถึง 150 เมตรที่เกิดขึ้นแรงลมพัดผ่าน นักเดินทางที่กำลังมองหาประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ไม่เหมือนใครสามารถร่วมคณะทัวร์เดินทางข้ามคืนด้วยอูฐผ่านเนินทรายสีแดงส้มที่เป็นลอน แล้วพักค้างแรมในเบสแคมป์ตามเนินทรายขนาดใหญ่ ในขณะบางคณะทัวร์มีเต็นท์ให้พักค้างแรมเป็นของตัวเอง ขณะค้างแรมก็จะมีการทำอาหารและการแสดงดนตรี โดยนักท่องเที่ยวสามารถเล่นสนุกสนานบนเนินทรายภายใต้ดาวนับล้านคนได้


ทะเลทรายซาฮารา (Sahara) 
เป็นทะเลทรายในทวีปแอฟริกา และเป็นทะเลทรายร้อนที่ใหญ่ที่สุดของโลก ณ เมืองเมอร์ซูก้า (Merzouga) ลัดเลาะขอบทะเลทรายสู่เขตซาฮาร่า ผ่านชมชมทัศนียภาพอันยิ่งใหญ่ของภูเขาหินที่เต็มไปด้วย ซากฟอสซิลของหอยและแมงกะพรุนโบราณในอดีตเมื่อ 350 ล้านปีก่อน ซึ่งดินแดนแห่งนี้เคยอยู่ใต้ท้องทะเลมาก่อน จึ่งเป็นที่กำเนิดของซากฟอสซิลต่างๆ  มีความยาว 4,800 กิโลเมตร กว้าง 1,800 กิโลเมตร คิดเป็นพื้นที่ราว 9.4 ล้านตารางกิโลเมตร (มากกว่าพื้นที่ประเทศไทย 18 เท่า) ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา ครอบคลุมดินแดนหลายประเทศรวมถึงโมร็อกโก
สภาพโดยทั่วไปของทะเลทรายซาฮาราเป็นผืนทรายกว้างใหญ่ มีเนินทรายสูงบ้างต่ำบ้างสลับกันไป เนินทรายสามารถเคลื่อนตัวและเปลี่ยนรูปทรงได้เมื่อถูกลมพายุพัด

วันที่ 6: <วันพฤหัสที่ 17 กันยายน 2563> Merzouga – Dades Gorges
หลังรับประทานอาหารเช้า จะออกเดินทางเพื่อไปพักค้างคืนที่เมือง Dades Gorges ตลอดการเดินทางจะแวะถ่ายภาพตามเมืองผ่านเป็นระยะๆ

วันที่ 7: <วันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2563> Dades Gorges - Marrakech
รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม เดินทางออกจาก Dades Gorgesไปยังเมืองมาร์ราเกช (Marrakech) เมืองอิฐฉาบปูนทาสีส้มแดงยามต้องแสงอาทิตย์ปรากฏเป็นนครสีชมพูสมดังฉายาว่า “Pink City” เยี่ยมชมและถ่ายภาพที่ จัตุรัสเจมา เอล ฟนา (Jemaa El Fna Square)

เมืองมาร์ราคิช (Marrakech)
มาร์ราคิชซึ่งเคยเป็นหนึ่งในเมืองหลวงของประเทศมาก่อน และมักถูกเรียกว่า “เมืองสีแดง” (Red City)  อันเนื่องมาจากอาคารบ้านเรือนที่ทำจากหินทราย ในทศวรรษที่ 1960 เมืองมาร์ราคิชได้ชื่อว่าเป็น “ฮิปปี้เมกกะ” (hippie mecca) ที่ดึงดูดบุคคลผู้มีชื่อเสียงให้มาเยือนมากมาย อาทิ วงเดอะบีเทิลส์ (The Beatles) ดีไซเนอร์ อีฟว์ แซ็ง โลร็อง (Yves Saint Laurent) และวงเดอะโรลลิงสโตนส์ (The Rolling Stones) วิธีการที่ดีที่สุดที่จะได้สัมผัสกับเสน่ห์ของเมืองที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่ที่งดงามและลานต้นส้ม ปาล์ม แอปริคอท และต้นมะกอกนี้ คือ การเดินเล่นในย่านเมืองเก่า ชมหมองู ต่อรองการซื้อขายพรมเก่า ลิ้มรสอาหารพื้นเมืองอย่างหัวแกะ หรือใช้บริการนวดในอ่างอาบน้ำสาธารณะ เดินทอดน่องไปในสวนพฤกษศาสตร์มาจอแรลล์ (Majorelle Garden) ที่ผสมผสานศิลปะตกแต่ง (art deco) และศิลปะแบบมัวริส และนั่งจิบชามิ้นท์ที่โรงน้ำชาแบบดั้งเดิม ทั้งหมดนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่มาร์ราคิชจะเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในแอฟริกา

จัตุรัสเจมา เอล ฟนา (Jemaa El Fna Square)
ตลาดพื้นเมืองอาหรับที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งอยู่ใจกลางเมดินาแห่งมาร์ราเกช(Marrakech) อดีตที่นี่คือลานพาเหรดหน้าพระราชวังของกษัตริย์ และต่อมาเมื่อกษัตริย์ย้ายพระราชวังไปด้านใต้ของเมือง ลานนี้ก็กลายเป็นลานประหารชีวิตนักโทษ จากนั้นจึงกลายเป็นศูนย์กลางแห่งการชุมนุมคาราวานจากทะเลทรายซาฮาราก่อนไปยังเมืองคาซาบลังกา แหล่งเที่ยว กินดื่ม ที่พักสำหรับนักเดินทาง แหล่งซื้อขายเสื้อผ้า รองเท้ากระเป๋า เครื่องหนัง เครื่องประดับ งานโลหะ เครื่องเทศ สมุนไพร และงานศิลปะตกแต่งบ้านต่างๆ นับไม่ถ้วน คำว่าตลาดนั้นคนที่นี่เรียกว่า ซุก (Souk) ที่ที่ท่านจะได้สัมผัสวิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิมของคนโมร็อกโกอย่างใกล้ชิด ที่ยังคงบรรยากาศเก่าๆ ราวกับยกอดีตมาไว้ปัจจุบัน จึงไม่แปลกใจเลยที่สถานที่แห่งนี้ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของโมร็อกโก

วันที่ 8: <วันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2563> Marrakech – Casablanca ✈ Dubai
รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม แล้วไปเดินทางยังเมือง คาซาบลังกา เพื่อเดินทางกลับเมืองไทย  เดินทางโดยสายการบิน Emirates Airline เที่ยวบินที่ EK752 ออกเดินทางเวลา 14.45 น. จากคาซาบลังกาถึงดูใบ ใช้เวลาเดินทาง 7 ชม. 30 นาที เวลาต่อเครื่อง 1 ชม. 35 นาที

วันที่ 9: <วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2563> Dubai ✈ Bangkok
เดินทางจากดูใบโดยสายการบิน Emirates Airline เที่ยวบินที่ EK384 เวลาท้องถิ่น 2.50 น. ถึงกรุงเทพ ใช้เวลาเดินทาง 6 ชม. 40 นาที ถึงสนามบินสุวรรณภูมิเวลา 12.30 น. ของวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน

 

รายละเอียดค่าบริการ และ การชำระเงิน
อัตราค่าบริการ: 62,000 บาท/ท่าน
(สามารถแบ่งชำระได้ 3 งวด)
พิเศษ! สำหรับลูกค้าเก่า Foto Journey เพียง 58,900 บาท/ท่าน เท่านั้น
***ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบินระหว่างประเทศและค่าดำเนินการทำวีซ่า*** 

เงื่อนไขการจองและการชำระเงิน:
ณ วันที่จอง : ชำระมัดจำงวดแรก 18,000 บาท
ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2563 : ชำระมัดจำงวดที่สอง 25,000 บาท
ภายในวันที่ 30 กรกฎาคม 2563 : ชำระมัดส่วนที่เหลือทั้งหมด
**โดยบริษัทถือลำดับการชำระเงิน เป็นสำคัญ ในการยืนยันสิทธิ์การเดินทาง**
***สำหรับลูกค้าที่เดินทางท่านเดียว ทางบริษัทจะจัดหารูมเมทให้โดยไม่จำเป็นต้องชำระค่าใช้จ่ายสำหรับพักเดี่ยวแต่อย่างใด***

ค่าบริการนี้รวม:
o  ค่าที่พักโรงแรม 4 ดาว ตลอดการเดินทาง (พักห้องคู่)
o  ค่าอาหารทุกมื้อ ตลอดการเดินทาง
o  ค่ายานพาหนะที่ใช้เดินทาง (รถบัสขนาด 35 ที่นั่ง)
o  ค่ามัคคุเทศก์ท้องถิ่น
o  ค่าเข้าชมสถานที่ตามที่ระบุในโปรแกรม
o  บริการถ่ายภาพและสอนการถ่ายภาพตลอดการเดินทาง
o  ค่าประกันภัยการเดินทางอุบัติเหตุวงเงิน 1,500,000 บาท และ ค่ารักษาพยาบาลในต่างประเทศวงเงิน 2,000,000 บาท เงื่อนไขตามกรมธรรม์
 
ค่าบริการนี้ไม่รวม:
o  ตั๋วเครื่องบินระหว่างประเทศไปกลับ BKK- Casablanca และ Casablanca -BKK
o  ค่าดำเนินการทำวีซ่า
o  ค่าทิปมัคคุเทศก์ท้องถิ่น, พนักงานขับรถ และ พนักงานผู้ช่วยคนขับรถ
o  ค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่นๆ นอกเหนือรายการ เช่น ค่าเครื่องดื่ม มินิบาร์ ค่าโทรศัพท์ ค่าซักรีด เป็นต้น
o  ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดการณ์

 

การชำระเงินค่าเดินทาง :
สามารถโอนเงินเข้าบัญชี
ธ.กสิกรไทย    เลขที่บัญชี 037-2-57628-6 หรือ

ธ.ไทยพาณิชย์  เลขที่บัญชี 408-825346-9 


ชื่อบัญชี บริษัท โฟโต้ เจอร์นี่ จำกัด
หลังจากโอนเงินแล้ว กรุณาส่งใบโอนเงินไปที่ 

Line@: @FotoJourney หรือ

คลิก! Line : https://lin.ee/62Sr8ZV หรือ 

Inbox Facebook: FotoJourneyTH 

ข้อมูลและลักษณะของทริปที่สำคัญ
- ทริปนี้มีลักษณะเป็น Photo Trip จะเน้นถ่ายรูปแสงเช้า แสงเย็น เป็นหลัก ดังนั้น แผนเดินทางอาจจะมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อให้ทุกท่านได้ถ่ายภาพตามให้มากที่สุด
- การทำวีซ่า ทางเราจะช่วยอำนวยความสะดวกเรื่องเอกสารใบสมัครและแผนการเดินทาง เพื่อประกอบการยื่นขอวีซ่า ซึ่งจะนัดหมายกันอีกครั้ง ประมาณ 2 - 3 เดือนก่อนวันเดินทาง
- บริการจัดการจองตั๋วเครื่องบิน
กรณีให้ Foto Journey (FJ) ออกบัตรโดยสาร จะเป็นการจองที่นั่งบัตรโดยสารผ่านระบบ GDS ( Global Distribution System ) มีระยะเวลาในการออกบัตรโดยสาร (โอนเงินค่าตั๋วฯ) ภายใน 48-72 ชั่วโมง 
ซึ่งต่างจากราคาบนหน้าเว็ปไซด์ ที่เป็น Real Time Rate ที่ขึ้น-ลง ตามสายการบิน 
โดยรับบริการจองตั๋วเครื่องบิน ตั้งแต่วันที่ทริปนั้นยืนยันการออกเดินทาง จนถึง 30 วันก่อนกำหนดวันเดินทางในทริปนั้นๆ

ข้อมูลที่จำเป็น ในการสำรองที่นั่ง ผ่านระบบ GDS  
1.ชื่อ - นามสกุล ตามหน้าหนังสือเดินทาง
2.Frequent Flyer Number หรือบัตรสะสมไมล์ 
3.ระบุที่ั่นั่งที่ต้องการ เช่น ริมทางเดิน ริมหน้าต่าง อาจมีค่าใช่จ่ายเพิ่มขึ้นตามเงื่อนไขของสายการบิน 
4.หลังจากสำรองที่นั่งแล้ว ทาง Foto Journey (FJ) จะแจ้งราคาบัตรโดยสารที่ไม่มีธรรมเนียมค่าบริการ 
5.สมาชิกโอนเพื่อออกบัตรโดยสารภายในวันเวลาที่กำหนด เพื่อป้องกัน ฺBooking จะ Auto Cut 


เงื่อนไขการยกเลิกทริป
กรณีที่ลูกค้าไม่สะดวกเดินทางและมีความจำเป็นต้องยกเลิกการเดินทาง และมีการยกเลิกการเดินทาง
ยกเลิกก่อนวันเดินทาง 90 วัน หัก 25,000 บาท
ยกเลิกก่อนวันเดินทาง 45-90 วัน หัก 38,000บาท
ยกเลิกก่อนวันเดินทาง 15-45 วัน หัก 45,000 บาท
ยกเลิกก่อนวันเดินทาง 15 วัน ไม่สามารถคืนเงินได้ยกเว้นเงินรีฟันด์ตั๋วเครื่องบินให้ลูกค้าตามเงื่อนไขของสายการบินนั้นๆ
หมายเหตุ : ในกรณีที่ค่าทริปรวมตั๋วเครื่องบิน บริษัทจะทำการคืนเงินรีฟันด์ตั๋วเครื่องบินให้ลูกค้าตามเงื่อนไขของสายการบินนั้นๆ
การยกเลิกทริปเนื่องจากลูกค้ายื่นวีซ่าไม่ผ่านหลังจากชำระมัดจำทริปแล้ว
ให้ใช้เงื่อนไขเดียวกับการยกเลิกทริปโดยลูกค้า แนะนำให้ลูกค้าหลังจากจองทริปไปแล้วควรไปขอวีซ่าแต่เนิ่นๆ เพื่อที่จะเมื่อเกิดปัญหาเรื่องวีซ่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ง่ายกว่าการขอวีซ่าแบบกระชั้นชิด

กรณีที่บริษัทฯ ยืนยันการออกเดินทางแล้ว ทางบริษัทฯ ขอสงวนสิทธ์ในการเก็บค่าใช้จ่ายตามที่ระบุไว้

กรณีที่ท่านยกเลิกการเดินทาง และ มีผลทำให้คณะเดินทางไม่ครบตามจำนวนที่บริษัทฯกำหนด เนื่องจากเกิดความเสียหายต่อบริษัทฯ และ ผู้เดินทางท่านอื่นๆที่เดินทางในคณะเดียวกัน บริษัทฯต้องนำไปชำระค่าเสียหายต่างๆที่เกิดจากการยกเลิกของท่าน


ความรับผิดชอบ และ เงื่อนไขอื่นๆ
ในกรณีที่ทริปต้องถูกยกเลิกการเดินทาง ด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ เช่น เกิดการก่อการร้าย เกิดความไม่สงบ เกิดการประท้วง เกิดจากภัยธรรมชาติทำให้ไม่สามารถเดินทางได้ หรือเหตุอื่นๆที่ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัย โดยถือว่าการตัดสินใจยกเลิกการเดินทางเป็นสิทธิ์ขาดของทางบริษัท ทางบริษัทยินดีที่จะคืนค่าทริปที่ลูกค้าจ่ายมาทั้งหมด ยกเว้นค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก หรืออื่นๆที่มีการดำเนินการชำระเงินไปแล้ว
บริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบใดๆ ที่เกิดจากความล่าช้าของสายการบิน เหตุการณ์ทางการเมือง การปฏิเสธการเข้าเมือง การโดนกักตัว หรือถูกส่งตัวกลับ ความเสียหายหรือสูญหายของกระเป๋าเดินทาง กระเป๋าใบเล็ก หรือของมีค่าส่วนตัวของท่านระหว่างการเดินทาง โดยสิทธิประโยชน์ของท่านจะได้รับตามกรมธรรม์ประกันการเดินทางที่ระบุความรับผิดชอบไว้เท่านั้น ทั้งนี้ บริษัทฯ จะยืดถือผลประโยชน์ของลูกค้าเป็นสําคัญ แต่ไม่สามารถคืนเงินค่าทริปให้ท่านได้
และหากเกิดเหตุสุดวิสัยดังต่อไปนี้ ทางบริษัทไม่อาจรับผิดชอบต่อความเสียหายต่างๆ ที่อยู่เหนือการควบคุมของเจ้าหน้าที่บริษัทฯ อาทิ
o การนัดหยุดงาน การจลาจล เปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาในตารางบิน ภัยธรรมชาติ ฯลฯ หรือค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เกิดขึ้น ทั้งทางตรง หรือทางอ้อม เช่น การเจ็บป่วย การถูกทำร้าย การสูญหาย ความล่าช้า หรือ จากอุบัติเหตุต่างๆ ฯลฯ
o การตอบปฏิเสธการเข้าและออกเมืองของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าหรือออกเมือง อันเนื่องมาจากมีสิ่งผิดกฏหมาย หรือเอกสารการเดินทางไม่ถูกต้อง หรือการถูกปฏิเสธในกรณีอื่นๆ
o  การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากสายการบินเช่น การยกเลิกเที่ยวบิน / เครื่องดีเลย์ / กระเป๋าสัมภาระมาไม่ครบ / การขึ้นราคาค่าตั๋วเครื่องบิน เป็นต้น
o บริษัทฯ มีสิทธ์ที่จะเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบางประการในทัวร์นี้ เมื่อเกิดเหตุสุดวิสัยจนไม่อาจแก้ไขได้
o หากท่านถอนตัวก่อนรายการท่องเที่ยวจะสิ้นสุดลง ทางบริษัทฯ จะถือว่าท่านสละสิทธิ์และจะไม่รับผิดชอบค่าบริการที่ ท่านได้ชำระไว้แล้ว ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น
o บริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบต่อการห้ามออกนอกประเทศ หรือ ห้ามเข้าประเทศ อันเนื่องมาจากมีสิ่งผิดกฎหมาย หรือ เอกสารเดินทางไม่ถูกต้อง หรือ การถูกปฏิเสธในกรณีอื่น
o กรณีเกิดความผิดพลาดจากตัวแทน หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนมีการยกเลิก ล่าช้า เปลี่ยนแปลง การบริการจาก สายการบิน บริษัทขนส่ง หรือ หน่วยงานที่ให้บริการ บริษัทฯ จะดำเนินโดยสุดความสามารถที่จะจัดบริการทัวร์อื่น ทดแทนให้ แต่จะไม่คืนเงินให้ สำหรับค่าบริการนั้นๆ
o มัคคุเทศก์ พนักงาน และตัวแทนของบริษัท ฯ ไม่มีสิทธิ์ในการให้คำสัญญาใดๆ ทั้งสิ้นแทนบริษัทฯ นอกจากมีเอกสาร ลงนามโดยผู้มีอำนาจของบริษัทฯ กำกับเท่านั้น

 

  • White Facebook Icon
  • White Instagram Icon
  • White YouTube Icon

Foto Journey Co., Ltd

ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว เลขที่ 11/09199