"Complete your frame....

with a great Journey"

“Extraordinary in Grand Croatia”

Foto Journey ยินดีพาท่านไปชม… ดินแดนแห่งมรดกโลก ประเทศที่งดงามและควรค่าแก่การไปสัมผัส ซึ่งได้รับสมญานามว่า “โครเอเชีย... ดินแดนแห่งพระจันทร์เสี้ยว” เมืองที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและอารยธรรมของโรมันโบราณ ที่ถูกผสานเข้ากับสถาปัตยกรรมภายในตัวเมืองได้อย่างลงตัวในทุกการก้าวผ่านยุคสมัย 
Dubrovnik เมืองที่ถูกโอบล้อมด้วยน้ำทะเลสีฟ้าคราม เอกลักษณ์อันทรงเสน่ห์ หนึ่งในฉากถ่ายทำสุดอลังการจากซีรี่ย์ Game of Thrones 

ความงดงามทางธรรมชาติของโครเอเชียมากจนได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกจากองค์กร UNESCO ….ทะเลสาบสีเทอควอยส์มากกว่า 16 แห่ง และน้ำตกสีสวยงามราวต้องมนต์ เป็นหนึ่งในสถานที่ที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่ที่สุดของโครเอเชีย ….. Plitvice National Park …

ร่วมถึงหนึงในสถาปัตยกรรมที่แสดงความยิ่งใหญ่ของโรมันโบราณ ที่หลงเหลือเพียงไม่กี่แห่งทั่วทั้งโลก ณ สนามกีฬา Pula อารีน่า และ Trogir เขตเมืองเก่าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกจาก UNESCO ด้วยเอกลักษณ์ของอาคารบ้านเรือนที่ถูกสร้างด้วยอิฐเก่าตามแบบองกรีกโรมัน และมีการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมในอดีตไว้มากมาย


จบทริปด้วยมุมมองจากตึกสูงระฟ้าจากเมือง Zagreb ที่ทุกท่านจะได้บันทึกภาพทิวทัศน์ของเมืองได้แบบ 360 องศา

และที่สำคัญเราจะพาทุกท่านไปถ่ายรูปในหลายประสบการณ์ หลากเทคนิค โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านการภาพถ่าย (Photo Specialist) สอนถ่ายภาพตั้งแต่ระดับพื้นฐาน คอยแนะนำเทคนิค, มุมมอง, องค์ประกอบภาพ รวมถึงการให้คำปรึกษาวิเคราะห์ภาพที่ถ่ายอย่างเป็นกันเอง และ เข้มข้น
 

ข้อดีของ Private Journey

* อิสระที่….คุณจะได้ "เที่ยว" กับเฉพาะกลุ่มคนที่รู้ใจ 

* อิสระที่....คุณจะได้ "เลือก" และระบุ Photo Specialist เพื่อดูแลกลุ่มสมาชิกของท่านได้

* อิสระที่...คุณจะได้ "กำหนด" อะไรต่างๆ เอง

* อิสระที่….คุณจะได้ "ปรับ" โปรแกรม ว่าอยากไปที่ไหน หรืออยากจะเริ่มออกเดินทางตอนกี่โมง

 

เงื่อนไขเกี่ยวกับ Private Journey

* ราคาที่ระบุ เป็นราคาประมาณการเท่านั้น อาจปรับเปลี่ยนตามช่วงเวลา, ที่พัก, อาหาร, พาหนะ, จำนวนลูกค้า และเงื่อนไขอื่นๆ ที่ทางสมาชิกต้องการปรับเปลี่ยน

Highlight:

o    Dubrovnik เมืองที่ถูกโอบล้อมด้วยน้ำทะเลสีฟ้าคราม ที่ยังคงรักษาสถาปัตยกรรมโรมันเก่าแก่เอาไว้ ด้วยเอกลักษณ์อันทรงเสน่ห์ หนึ่งในฉากถ่ายทำสุดอลังการจากซีรี่ย์ Game of Thrones
o    Dubrovnik City Walls กำแพงเมืองที่สร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันเมือง Dubrovink จากชาวเวนิส ได้รับการยกย่องว่าเป็นกำแพงที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคกลาง ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกจากองค์กร UNESCO ในปีค.ศ. 1979
o    Cathedral of Saint Domnius มหาวิหารนิกายคาทอลิกแห่งแรกของโครเอเชีย ณ เมือง Split อายุราว 1,000 ปี ปัจจุบันยังคงใช้สำหรับจัดการพิธีกรรมทางศาสนา ได้อิทธิพลมาจากชาวโรมันโบราณเพื่อเป็นสุสานให้แก่จักรพรรดิแห่งโรมัน ปัจจุบันใช้สำหรับจัดการพิธีกรรมทางศาสนา
o    Plitvicka Jezera National Park อุทยานแห่งชาติหินปูนที่ประกอบด้วยทะเลสาบสีเทอควอยส์มากกว่า 16 แห่ง และน้ำตกสีสวยงามราวต้องมนต์ เป็นหนึ่งในสถานที่ที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่ที่สุดของโครเอเชีย ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกจากองค์กร UNESCO ในปี ค.ศ. 1949 

o    Trogir เขตเมืองเก่าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกจากองค์กร UNESCO ในปี ค.ศ. 1997 ด้วยเอกลักษณ์ของอาคารบ้านเรือนที่ถูกสร้างด้วยอิฐเก่าตามแบบองกรีกโรมัน และมีการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมในอดีตไว้มากมาย
o    Zadar เมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโครเอเชีย มีอายุเก่าแก่กว่า 2,800 ปี ในอดีตเป็นเมืองท่าทางทะเลที่สำคัญของทะเลเอเดตรียติก ที่มีผู้หวังช่วงชิงมากมาย กระทั่งได้รับการพัฒนาให้กลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของโครเอเชีย

 

ดือนที่แนะนำ : สิงหาคม, กันยายน, ตุลาคม

จำนวนสมาชิก : 6 ท่าน

รายละเอียดการบิน :เส้นทางระหว่างประเทศ สายการบิน Turkish Airlines

ขาไป:

เดินทางด้วยเที่ยวบินที่ TK69 และ TK439
TK69 >>> Suvarnabhumi Airport, Bangkok (BKK) – Istanbul Ataturk, Turkey (IST) เวลา 23:00 – 05:20 น. + 1 Day (ระยะเวลาเดินทาง 10 ชม. 20 นาที) รอต่อเครื่อง 1 ชม. 20 นาที
TK439 >>> Istanbul Ataturk, Turkey (IST) – Dubrovnik, Croatia (DBV) เวลา 06:40 – 07:40 น. (ระยะเวลาเดินทาง 2 ชม.) 
รวมเวลาเดินทางทั้งหมด 13 ชม. 40 นาที

ขากลับ:

เดินทางด้วยเที่ยวบินที่ TK1056 และ TK68
TK1056 >>> Zagreb, Croatia (ZAG) – Istanbul Ataturk, Turkey (IST) เวลา 20:15 – 23:20 น.  (ระยะเวลาเดินทาง 2 ชม. 05 นาที) รอต่อเครื่อง 2 ชม. 05 นาที
TK68 >>> Istanbul Ataturk, Turkey (IST) – Suvarnabhumi Airport, Bangkok (BKK) เวลา 01:25 – 15:00 น. + 1 Day (ระยะเวลาเดินทาง 9 ชม. 35 นาที)
รวมเวลาเดินทางทั้งหมด 13 ชม. 45 นาที ถึงกรุงเทพมหานครในวันรุ่งขึ้น เวลาท้องถิ่น 15:00 น.
*** ทางบริษัทบริการจัดการจองตั๋วเครื่องบินระหว่างประเทศให้ได้ โดยทางเราจะคิดค่าใช้จ่ายตามจริงไม่มีบวกค่าบริการใดๆ***

รายละเอียดการเดินทาง:

วันที่ 1: Suvarnabhumi Airport, Bangkok – Istanbul Ataturk (Turkey) – Dubrovnik (Croatia)

ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิด้วยสายการบิน Turkish Airlines เที่ยวบินที่ TK69 และ TK439 เวลาเครื่องออก 23:00 น. ใช้ระยะเวลาเดินทางโดยประมาณ 13 ชั่วโมง 40 นาที ถึงสนามบิน Dubrovnik ประเทศโครเอเชีย เวลาท้องถิ่น 07:40 น. ของวันที่ 12 ตุลาคม 2562 โดยเวลาที่โครเอเชียเดินช้ากว่าประเทศไทย 6 ชั่วโมง

 

วันที่ 2: Dubrovnik Cable Car – Kriz - Dubrovnik

เมื่อรับกระเป๋าจากสายพานและผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อยแล้ว เราจะร่วมรับประทานอาหารเช้ากันที่สนามบิน เพื่อเตรียมความพร้อมของร่างกายก่อนการเดินทางเข้าเมืองครับ

หลังจากรับประทานอาหารเช้าที่สนามบินเรียบร้อยแล้ว ออกเดินทางไปยังจุดชมวิวบนเขาเพื่อขึ้นรถเคเบิลคาร์ที่ Dubrovnik Cable Car และรับประทานอาหารเที่ยงด้านบน จากนั้นเราจะกลับมาเก็บสัมภาระที่โรงแรม และพาท่านขึ้นเขา Kriz เพื่อถ่ายแสงเย็นกันอีกครั้ง ในวันนี้เราจะพักที่ Dubrovnik

 

Dubrovnik

เมืองดูบรอฟนีกเป็นเมืองในประเทศโครเอเชีย ตั้งอยู่ริมชายฝั่งตะวันออกของทะเลเอเดรียติก เป็นเมืองท่า สถานที่ท่องเที่ยวที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งในแถบเมดิเตอร์เรเนียน และศูนย์กลางของเทศมณฑลดูบรอฟนีก-เนเร็ตวา มีประชากรทั้งหมด 42,615 คน (สำมะโนประชากร ค.ศ. 2011) ใน ค.ศ. 1979 ดูบรอฟนีกได้รับการประกาศให้เป็นแหล่งมรดกโลกแห่งหนึ่งของยูเนสโก

 

ความเจริญรุ่งเรืองของเมืองนี้ในอดีตขึ้นอยู่กับการค้าทางทะเล ในฐานะเมืองหลวงของสาธารณรัฐรากูซา ดูบรอฟนึกได้รับการพัฒนาในระดับสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 15 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 16 โดยมีความโดดเด่นในเรื่องความมั่งคั่งและการทูตที่มีชั้นเชิง

 

ในช่วงสงครามประกาศเอกราชโครเอเชีย เมืองดูบรอฟนีกถูกทหารชาวเซอร์เบียและชาวมอนเตเนโกรของกองทัพประชาชนยูโกสลาเวียล้อมอยู่เจ็ดเดือนและได้รับความเสียหายอย่างหนักจากกระสุนปืน หลังจากได้รับการบูรณะซ่อมแซมในคริสต์ทศวรรษ 1990 จนถึงต้นคริสต์ทศวรรษ 2000 ดูบรอฟนีกก็กลับมาเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในแถบเมดิเตอร์เรเนียนอีกครั้ง

 

Kriz

จุดชมวิวที่อยู่บนเขาในเมือง Dubrovnik ที่นี่คุณสามารถบันทึกภาพมุมสูงของอ่าวเอเดรียติกได้อย่างกว้างขวาง ท่ามกลางสถาปัตยกรรมสีขาวแดงที่ตัดกับผืนทะเลสีฟ้าครามที่สะท้อนกับแสงแดดเป็นประกายระยิบระยับในช่วงเที่ยงจนถึงบ่าย ความพิเศษคือที่นี่คุณจะได้มองเห็นเมืองทั้งเมืองได้จากจุดนี้ได้แบบ 360 องศา ความประทับใจที่คุณจะไม่ลืมเมื่อได้เดินทางมายังเมืองนี้

 

วันที่ 3: Dubrovnik – Fort Lovrijenac – Dubrovnik City Walls - Dubrovnik

ออกจากที่พักเวลา 06.00 น. เพื่อพาท่านถ่ายแสงเช้าครั้งแรกหลังจากที่เราเดินทางมายังโครเอเชีย โปรแกรมการถ่ายภาพของเราวันนี้คือ เริ่มต้นถ่ายแสงเช้ากันที่ Fort Lovrijenac พาท่านเดินชมบริเวณภายในกำแพงเมืองและบันทึกภาพจนถึงช่วงเย็น เพลิดเพลินกับการเที่ยวชมเมืองภายในเขตกำแพงและถ่ายภาพแสงเย็นที่บริเวณตัวกำแพงเมือง; Dubrovnik City Walls

 

หลังจากเก็บภาพแสงเย็นเรียบร้อยแล้ว รับประทานอาหารเย็น และเข้าที่พักเพื่อพักผ่อนเก็บแรงสำหรับวันถัดไป โดยคืนนี้เราจะนอนกันที่ Dubrovnik กันอีกคืนนะครับ

 

Fort Lovrijenac

มีอีกชื่อว่าป้อมเซนต์ลอว์เรนซ์ เป็นป้อมปราการและโรงละครที่ตั้งอยู่นอกกำแพงทางตะวันตกของเมือง Dubrovnik อยู่บนความสูง 37 เมตรจากระดับน้ำทะเล ป้อมแห่งนี้มีชื่อเสียงเนื่องจากมีความสำคัญในการป้องกันโครเอเชียจากชาวเวนิส ที่เข้ามาบุกรุกทางทะเลในช่วงต้นศตวรรษที่ 11 เนื่องจากชาวเวนิสพยายามสร้างป้อมปราการในจุดเดียวกับ Fort Lovrijenac ที่ตั้งอยู่ในปัจจุบัน และหากว่าในอดีตมีการสร้างป้อมจากชาวเวนิสสำเร็จ จะทำให้เมือง Dubrovnik ตกอยู่ใต้การปกครองของชาวเวนิส แต่ด้วยความร่วมมือของผู้คนในเมือง Dubrovnik ทำให้ป้อมดังกล่าวสร้างเสร็จภายในเวลาเพียง 3 เดือนและมีการสร้างป้อมใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง และเมื่อเรือของชาวเวนิสมาถึง จึงไม่สามารถเข้ามายึดเมืองได้และถูกคำสั่งให้กลับไปยังเวนิส ซึ่งภายหลังถูกนำไปสร้างเป็นหนึ่งใน Red Bull Cliff Diving Word Series ในตอนของ Lovrijenac

 

Dubrovnik City Walls

กำแพงเมืองแห่งนี้สร้างขึ้นมาในช่วงศตวรรษที่ 8 ซึ่งใช้สำหรับป้องกันการรุกรานจากพวกเวนิส ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศโครเอเชีย ตลอดระยะเวลาของการสร้างกำแพงเมืองแห่งนี้ได้รับการปรับปรุงและบูรณะมาโดยตลอด จนทำให้กำแพงแห่งนี้มีรูปแบบที่ถูกปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย ได้รับการพิจารณาว่าเป็นป้อมปราการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคกลาง เนื่องจากภายหลังการสร้างกำแพงเมืองและป้อมปราการเรียบร้อยแล้ว เมืองแห่งนี้ไม่เคยถูกรุกรานอีกเลย กำแพงเมืองแห่ง Dubrovnik ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกจากองค์กร UNESCO ในปี ค.ศ. 1979

 

กำแพงเมืองมีความยาวทั้งสิ้น 1,940 เมตร ซึ่งล้อมรอบเมืองเก่าโดยทั้งหมด มีความสูงประมาณ 25 เมตร มีป้อมปราการซึ่งใช้สังเกตการณ์อยู่เป็นจำนวนมากตลอดแนวของกำแพง และได้รับการปรับปรุง ขยายกำลังการดูแลมาโดยตลอดตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 14 เรื่อยมาจนถึงศตวรรษที่ 17 โดยมีโครงสร้างสถาปัตยกรรมที่ซับซ้อนและสมบูรณ์ที่สุดในยุโรป ตลอดระยะเวลา 5 ศตวรรษที่กำแพงเมืองแห่งนี้ปกป้องผู้คน วัฒนธรรม และอารยธรรมจากการรุกรานจากผู้ที่ต้องการขยายอาณานิคม สร้างความสงบและความเจริญให้แก่คนเบื้องหลังกำแพงมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ปัจจุบันกำแพงเมืองแห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้คนนิยมมาเที่ยวชม ถือเป็น Landmark สำคัญที่เมื่อมาถึง Dubrovnik แล้วต้องไม่พลาดที่จะมาบันทึกภาพที่กำแพงเมืองแห่งนี้ครับ

 

วันที่ 4: Dubrovnik – Drvenik – Sucuraj - Hvar Fortica - Hvar

ออกจากที่พักเวลา 09.00 น. เพื่อเดินทางไปยัง Drvenik ซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง (ระยะทางประมาณ 124 กิโลเมตร) จากนั้นเราจะนั่งเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากไปยัง Sucuraj เพื่อบันทึกภาพอ่าวท่ามกลางน้ำทะเลสีฟ้าสดตัดกับภาพของบ้านเรือนสีแดงท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายถึงเย็นกันที่ Hvar Fortica

หลังจากเก็บภาพแสงเย็นเรียบร้อยแล้ว รับประทานอาหารเย็น และเข้าพักที่เมือง Hvar

 

Drvenik

เป็นเมืองชายฝั่งขนาดเล็กๆ บน Makarska Riviera ทางทิศใต้ของเขตมาคาร์สการ์ ถูกกล่าวถึงว่าครั้งหนึ่งในศตวรรษที่ 13 ในฐานะที่อยู่ท่ามกลางภูเขาบิโอโคโว โดยมีอาคารเก่าแก่ที่สุดในเมือง Drvenik แห่งนี้คือโบสถ์ของนักบุญจอร์จตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 15 ปัจจุบันเมืองแห่งนี้มีประชากรอาศัยอยู่ราว 500 คน ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านการท่องเที่ยว การเกษตรและการประมง ที่นี่มีชายหาดที่สวยงามซึ่งดึงดูดผู้คนในช่วงฤดูร้อน โดยชายหาดส่วนใหญ่ประกอบด้วยต้นสนรายล้อมเป็นจำนวนมาก

 

Hvar Fortica

ฮวาร์ เป็นเกาะในประเทศโครเอเชีย ตั้งอยู่ในทะเลเอเดรียติก นอกชายฝั่งดัลเมเชีย เป็นที่ราบลุ่มอุดมสมบูรณ์ บริเวณลาดเขามีป่าต้นสน ไร่องุ่น สวนมะกอก ทุ่งลาเวนเดอร์ ผลิตผลสำคัญได้แก่ น้ำผึ้ง มะกอก เหล้าองุ่น หินอ่อน โดยมีการทำประมง และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นอาชีพหลักของผู้คนที่นี่ ภูมิอากาศเย็นไม่รุนแรงในฤดูหนาว และอุ่นในฤดูร้อน ในหนึ่งวันมีแสงแดดยาวนานหลายชั่วโมง โดยเกาะแห่งนี้มีประชากรประมาณ 11,100 คน ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโครเอเชีย

 

ในอดีตชาวกรีกเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่เกาะแห่งนี้ราว 400 ปีก่อนคริสต์ศักราช แต่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 7 เกาะแห่งนี้ถูกพวกสลาฟเข้ามาครอบครอง กระทั่งตกเป็นเมืองขึ้นของยูโกสลาเวียภายหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ภายหลังเกาะแห่งนี้ได้รับการประกาศให้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศโครเอเชียเมื่อประเทศได้รับการประกาศเอกราชใน ค.ศ. 1991

 

วันที่ 5: Hvar – Stari Grad – Split – Cathedral of Saint Domnius – Klis Fortress – Matejuska – Prva Vidilica – Saint Domnius Cathedral – Split

 

หลังจากรับประทานอาหารเช้าช่วง 08.00 น. เราจะพาท่านไปยังท่าเรือ Stari Grad เพื่อขึ้นเรือเฟอร์รี่โดยเรามีจุดหมายที่เมือง Split เมืองเล็กๆ ที่อยู่ใกล้ชายฝั่ง Dalmatian โดยเราจะรับประทานอาหารเที่ยงกันระหว่างอยู่บนเรือ เมื่อถึงจุดหมายท่านจะประทับใจกับภาพของอ่าวซึ่งอยู่ใกล้กับ Cathedral of Saint Domnius จากตรงนี้เราจะพาท่านเก็บภาพแสงเย็นที่มุมสุดแสนโรแมนติกกันที่ Klis Fortress, Matejuska และ Prva Vidilica จากนั้นในช่วงค่ำเราจะอำลาวันแห่งความประทับใจกันที่ Saint Domnius Cathedral

 

สำหรับวันนี้เราจะพักกันที่เมือง Split กันครับ

Split

สปลิท เป็นเมืองชายฝั่งที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของประเทศโครเอเชียและเมืองที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคแดลเมเชีย ตั้งอยู่บนคาบสมุทรเล็กๆ ริมชายฝั่งตะวันออกของทะเลเอเดรียติก มีประวัติความเป็นมาราว 2,500 ปีนับตั้งแต่ยุคกรีก เมืองนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งและเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งภายในภูมิภาค และยังมีระบบขนส่งเชื่อมโยงกับกลุ่มเกาะในทะเลเอเดรียติกและเมืองในคาบสมุทรอิตาลีด้วย

 

Cathedral of Saint Domnius

มหาวิหารเซนต์ Domnius เป็นที่รู้จักในฐานะ Sveti Dujam หรือ Sveti Duje เป็นคริสตจักรในนิกายคาทอลิกแห่งโครเอเชีย โบสถ์แห่งนี้เป็นที่ตั้งของอัครสังฆมณฑลแห่ง Split-Makarska โดยมีผู้นำคือบาทหลวง Marin Barisic มหาวิหารเซนต์คอมนิอุสเป็นโบสถ์ที่สร้างจากหินอ่อนและหินปูนสีขาว โดยได้สถาปัตยกรรมมาจากชาวโรมัน เพื่อใช้สำหรับเป็นสุสานจักรพรรดิแห่งโรมันที่มีหอระฆังอยู่ด้านบน โดยตัวคริสตจักรได้รับการสร้างขึ้นก่อนในช่วงปลายศตวรรษที่ 3 เพื่ออุทิศให้แก่ Virgin Mary และหอระฆังสร้างขึ้นมาในภายหลังในช่วงปี ค.ศ. 1100 โดยอุทิศให้แก่เซนต์ดอมนิอุส และได้รวมกันกลายเป็นมหาวิหารเซนต์ดอมนิอุสนั่นเอง มหาวิหารแห่งนี้สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 7 ถือได้ว่าเป็นโบสถ์ในนิกายคาทอลิกที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังคงมีการใช้งานอยู่ และมีโครงสร้างเดิม โดยไม่ได้รับการบูรณะแต่อย่างใด (แม้ว่าหอระฆังจะได้รับการบูรณะในช่วงปี ค.ศ. 1908) โบสถ์แห่งนี้ได้รับการรังสรรค์จากจิตรกรชาวโครเอเชียประมาณปี ค.ศ. 1220 เพื่อบอกเล่าถึงความเป็นมา โดยประกอบด้วยรูปวาดทั้งหมด 14 ฉากของชีวประวัติของพระเยซูคริสต์นั่นเอง

 

Klis Fortress

ป้อมปราการที่ถูกสร้างขึ้นในยุคกลาง ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้าน Klis ใกล้กับเมือง Split จากจุดเริ่มต้นในฐานะป้อมปราการที่มีขนาดเล็ก ที่ถูกสร้างจากชนเผ่าอิลลิเรียนโบราณ ได้มีการปรับปรุงและบูรณะเรื่อยมาจนมีขนาดใหญ่ในช่วงสงครามออตโตมันในยุโรป ซึ่งป้อมแห่งนี้เป็นป้อมปราการสำคัญที่ปกป้องปราสาทของกษัตริย์โครเอเชียในตอนนั้น ซึ่งในสงครามดังกล่าวทำให้เกิดการสูญเสียเป็นจำนวนมาก และถึงอย่างนั้นชาวโครเอเชียก็สามารถเอาชนะผู้รุกรานได้หลายครั้งตลอดประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่า 2 พันปี เนื่องจากป้อมแห่งนี้ตั้งอยู๋บนทางแยกที่เป็นภูเขา Mosor และ Kozjak ป้อมปราการแห่งนึ้จึงทำหน้าที่เป็นกำแพงสำคัญในการป้องกันการรุกรานของเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการโจมตีของชาวเติร์กที่ในขณะนั้นต้องการล่าอาณานิยมอย่างหนักหน่วง อีกทั้งสถานที่แห่งนี้ยังเป็นจุดเชื่อมต่อที่สำคัญระหว่างแถบเมดิเตอร์เรเนียนและแถบบอลข่านอีกด้วย

 

Matejuska

ท่าเรือขนาดเล็กที่ใช้สำหรับทำการประมงของผู้คนในท้องถิ่น ในอดีตการประมงถือเป็นอาชีพหลักที่เลี้ยงปากท้องของผู้คนในแถบนี้ แต่ปัจจุบันที่นี่ไม่มีการทำประมงเนื่องจากผู้คนต่างอพยพไปทำอาชีพอื่นทดแทน โดยมีการสร้างอนุสรณ์เป็นรูปทรงเบ็ดตกปลาขนาดใหญ่บริเวณริมทะเลเพื่อให้รำลึกว่าในอดีตที่แห่งนี้เคยมีการทำประมงเกิดขึ้น ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ได้กลายเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของนักท่องเที่ยวและผู้คนในละแวกนี้ ซึ่งประกอบไปด้วยร้านอาหารและบาร์เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก

 

Prva Vidilica

เป็นทางเดินและเทอร์เรซที่ยาวเลียบกับชายฝั่งของเมืองสปลิท ที่นี่คุณสามารถถ่ายภาพเวิ้งของอ่าว เขตเมืองเก่า รวมถึงชายฝั่งยามค่ำคืนได้อย่างสวยงามและโรแมนติกด้วยแสงไฟจากเมืองที่สะท้อนบนผิวน้ำทะเลได้แบบ 360 องศาเลยทีเดียว และด้านบนยังมีร้านอาหาร รวมถึงร้านนั่งดื่มเหมาะสำหรับพักผ่อน สำหรับวันที่แสนเหนื่อยล้าได้ดีที่สุดอีกทั้งยังเป็นหนึ่งในสถานที่ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาชมทิวทัศน์ของเมืองยามค่ำคืนเป็นจำนวนมาก

 

 

วันที่ 6: Split – Prva Vidilica – Trogir – Sibenik – Beach Banj – Zadar – Church of St. Conatus – The Greeting to the Sun – City Night - Zadar

สำหรับวันนี้เราจะตื่นเช้ากันสักนิดครับเพื่อถ่ายรูปแสงเช้ากันที่เมือง Split บนเขา Prva Vidilica จากนั้นกลับมารับประทานอาหารเช้ากันที่โรงแรมในเวลา 09.00 น. ในช่วงสายเราจะไปถ่ายรูปกันที่ Trogir และในช่วงบ่าย เริ่มต้นถ่ายรูปกันที่ Sibenik, ชายหาด Banj

 

จากนั้นเราจะเดินทางไปยัง Zadar ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 10 นาที ด้วยระยะทาง 89 กิโลเมตร เก็บภาพแสงเย็นกันที่โบสถ์ St. Donatus และจุดชมวิว The Greeting to the Sun จบทริปสุดท้ายของวันกันที่แสงเย็นภายในเมือง และเข้าสู่ที่พักโดยวันนี้เราจะพักกันที่เมือง Zadar

 

Trogir

“โทรเจอ” ตั้งอยู่บนชายฝั่ง Adriatic ในเมือง Split ภูมิภาคแดลแมเทีย เมืองแห่งนี้เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ค่อนข้างยาวนานโดยในช่วงศตวรรษที่ 3 ที่นี่เดิมทีเป็นอาณานิคมของชาวกรีกภายหลังได้กลายเป็นเมืองท่าเรือที่สำคัญในสมัยโรมัน เมื่อครั้งที่ Salona (เมืองหลวงของโรมันในช่วงศตวรรษที่ 7) ถูกทำลาย พลเมืองในเมือง Salona ได้อพยพมายังเมือง Togir แห่งนี้ จึงทำให้สถาปัตยกรรมภายในเมืองแห่งนี้มีความผสมผสานระหว่างโรมันและโครเอเชีย ซึ่งหลังจากช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เมือง Togir ได้เข้าร่วมกับโครเอเชีย กระทั่งได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศโครเอเชีย และได้อยู่ภายใต้เขตปกครองแดลแมเทียจนถึงปัจจุบัน

 

เมืองโทรเจอมีประชากรภายในเมืองราว 13,260 คน (ปี ค.ศ. 2011) ในส่วนของเขตเมืองเก่าที่มีสถาปัตยกรรมแบบเวนิสของเมืองได้รับการรับรองโดยองค์กร UNESCO ให้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1997 อีกด้วย

 

Sibenik

เมืองไซเบนิกตั้งอยู่ในกลางเขตแดลเมเทีย มีแม่น้ำ Krka สายสำคัญไหลผ่านภายในเมืองก่อนที่จะไหลลงสู่ทะเลเอเดรียติก Sibenik เป็นศูนย์กลางทางการเมือง การศึกษา การขนส่ง อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว อีกทั้งยังเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของแดลเมเทีย โดยมีชนพื้นเมืองของโครเอเชียที่เก่าแก่ที่อาศัยอยู่

 

เดิมทีเมืองนี้ได้รับการก่อตั้งโดยชาวโครเอเชีย แตกต่างจากเมืองอื่นที่จะมีชาวกรีก ชาวอิลลิเรียนและชาวโรมันเป็นผู้บุกเบิก ดังนั้นเมืองนี้จึงเป็นเมืองหนึ่งมีความเก่าแก่ที่สุดของชาวโครเอเชีย ซึ่งมีหลักฐานพิสูจน์ได้จากปราสาทเซนต์ไมเคิลที่ก่อตั้งก่อนที่ชาวโครเอเชียจะมาอาศัยอยู่ ซึ่งในอดีตเคยเป็นที่ประทับของกษัตริย์โครเอเชียนามว่า Petar Kresimir IV (กษัตริย์ปีทาร์ ครีซิเมอร์ที่ 4) ด้วยเหตุนี้เมือง Sibenik จึงถูกเรียกกันว่า “Kresimirov Grad” หรือเมืองแห่ง Kresimir นั่นเอง

 

Beach Banj

หาด Banj หรือ Banje เป็นชายหาดที่อยู่เลียบถนนในเขตเมืองเก่าของ Dalmatia ตอนใต้ ในช่วงฤดูร้อนนักท่องเที่ยวจะนิยมมาอาบแดดและเล่นกิจกรรมทางน้ำกันอย่างครึกครื้น เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ยอดนิยมที่สุดในแถบเมดิเตอร์เรเนียน จากชายหาดคุณจะสามารถมองเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามของเมืองเก่า Dubrovnik และเกาะ Lokrum ได้ ซึ่งน้ำทะเลที่นี่ยังเป็นสีฟ้าคราม ตัดกับสีส้มอิฐของเมืองอย่างสวยงามและลงตัว

 

Zadar

เป็นเมืองใหญ่อันดับที่ห้าของประเทศโครเอเชีย ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ติดกับทะเลเอเดรียติกในภูมิภาคดัลเมเทีย มีอายุเก่าแก่ประมาณ 2,800 ปี ในอดีตเป็นเมืองท่าทางทะเลที่สำคัญแห่งหนึ่งของทะเลเอเดรียติกและเป็นที่ช่วงชิงของหลายอาณาจักรเพื่อครองความได้เปรียบของการค้าทางทะเลในบริเวณนี้ ในช่วงสาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย ซาดาร์ได้รับการพัฒนาให้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่โดดเด่นแห่งหนึ่งของฝั่งทะเลเอเดรียติก และแม้ปัจจุบันนี้หลังโครเอเชียได้แยกตัวออกมาเป็นประเทศเอกราชจากยูโกสลาเวียเมื่อต้นทศวรรษที่ 90 ซาดาร์ก็ยังคงเป็น 1 ในแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

 

Church of St. Donatus

โบสถ์แห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณเดียวกันกับโรมันฟอรัม (ลานประชุมกลางเมือง) ซึ่งเป็นโบสถ์ไบเซนไทน์ที่ใหญ่ที่สุดในแดลเมเทีย ซึ่งถูกสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 9 โดยตัวอาคารนั้นสร้างแบบหลังคาทรงกลม มีความสูง 27 เมตร ใช้ในงานสำหรับพิธีกรรมทางศาสนา ปัจจุบันได้กลายเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเมืองซาดาร์ ที่นักท่องเที่ยวจะต้องไม่พลาดเข้ามาชมเมื่อมาเมืองแห่งนี้ โดยสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่ท่านบิชอปซาดาร์และนักการทูต Donat

 

The Greeting to the Sun

The Greeting to the Sun หรืออีกชื่อ Monument to the Sun เป็นอนุสรณ์สถานของเมืองซาดาร์ที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่ดวงอาทิตย์ ประกอบด้วยแผ่นโซลาร์เซลล์จำนวน 300 แผ่น วางอยู่ระดับเดียวกันเป็นรูปทรงกลม มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 22 เมตร ในช่วงกลางวันแผ่นเหล่านี้จะเก็บกักพลังงานเอาไว้ เมื่อถึงช่วงกลางคืนจะมีแสงส่องออกมาหลากหลายสี ชาวโครเอเชียเชื่อว่าเป็นการสื่อสารกับธรรมชาติโดยมีวัตถุประสงค์ในการใช้แสงเป็นอวัยวะแห่งท้องทะเลแทนการสื่อสารด้วยเสียง อนุสรณ์สถานแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 2008 โดยมีกำหนดเปิดใช้งานราว 50 ปีก่อนที่แผงโซลาร์เซลล์จะเสื่อมสภาพลง

 

 

วันที่ 7: Zadar - Plitvicka Jezera National Park – Big Waterfall - Sastavci Waterfall – Milanovacki Slap – Big Cascades - Plitvica Selo

 

หลังจากรับประทานอาหารเช้ากันเรียบร้อยแล้ว เราจะออกเดินทางไปเยี่ยมชมและบันทึกภาพธรรมชาติสุดแสนอลังการกันที่อุทยานแห่งชาติ Plitvicka Jezera โดยที่นี่มีน้ำตกและธรรมชาติสุดแสนงดงามให้เราไปเยี่ยมชม โดยเริ่มต้นที่ Big Waterfall, Sastavci Waterfall น้ำตกสีมรกตท่ามกลางขุนเขาด้วยความสูงกว่า 78 เมตร และมีระดับชั้นไล่เรียงอย่างสวยงาม, Milanovacki Slap และ Big Cascades ให้เราได้บันทึกภาพและเพลิดเพลินตลอดในช่วงบ่ายนี้

 

หลังจากถ่ายภาพขุนเขาและเพลิดเพลินกับธรรมชาติเรียบร้อยแล้ว เราจะกลับมารับประทานอาหารและเข้าพักที่ Plitvica Selo

 

Plitvicka Jezera National Park

อุทยานแห่งชาติ Plitvicka เป็นอุทยานที่ประกอบด้วยทะเลสาบและน้ำตกเป็นจำนวนมาก เป็นหนึ่งในสถานที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่ที่สุดในโครเอเชีย ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกจากองค์กร UNESCO ในปี ค.ศ. 1979 อุทยานแห่งชาตินี้ได้ก่อตั้งชึ้นในปี ค.ศ. 1949 ซึ่งอยู่ท่ามกลางหุบเขาแบบหินปูนในพื้นที่เขตภาคกลางของประเทศ ระหว่างชายแดนบอสเนียและเฮอร์เซ มีพื้นที่ประมาณ 296.85 ตารางกิโลเมตร (73,350 เอเคอร์) ร้อยละ 90 ของพื้นที่ตั้งอยู่บนมลทล Lika-Senj และร้อยละ 10 ของพื้นที่เป็นส่วนหนึ่งของรัฐ Karlovac ในอุทยานแห่งชาตินี้มีทะเลสาบทั้งหมด 16 แห่งด้วยกัน ซึ่งกระจายอยู่ตามส่วนต่างๆ ของพื้นที่ โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มทะเลสาบตอนบนทั้งหมด 12 แห่ง และกลุ่มทะเลสาบทางตอนล่างประกอบด้วยทะเลสาบ 4 แห่ง ทะเลสาบทั้งหมดนี้เกิดจากการกัดเซาะของน้ำที่ไหลมาจากภูเขาที่ระดับความสูง 636 เมตร ก่อให้เกิดเป็นน้ำตกและทะเลสาบอีกจำนวนมากมายที่รองรับปริมาณน้ำจำนวนมหาศาลในแต่ละวัน น้ำในทะเลสาบมีความโดดเด่นตั้งแต่สีฟ้า สีเขียว สีเทา หรือสีน้ำเงิน ซึ่งสีของทะเลสาบที่เกิดขึ้นเหล่านี้ขึ้นอยู่กับปริมาณของแร่ธาตุหรือสิ่งมีชีวิตและมุมของแสงแดดที่หักเหทำให้เกิดการสะท้อนบนผิวน้ำที่แตกต่างกันออกไป

 

Big Waterfall

น้ำตกที่สูงและใหญ่ที่สุดในอุทยานแห่งชาติ Plitvice มีอีกชื่อเรียกคือ Veliki Slap ในภาษาโครเอเชีย มีความสูงอยู่ที่ 78 เมตร ตั้งอยู่ปลายสุดของทะเลสาบตอนล่าง โดยน้ำตกแห่งนี้ได้รับน้ำจาก Plitvica Potok ถือว่าเป็นน้ำตกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในบรรดาน้ำตกทั้งหมดของอุทยาน น้ำตกแห่งนี้เกิดจากการกัดเซาะของน้ำจากทะเลสาบบนภูเขา กระทั่งเกิดเป็นชั้นหินและแม่น้ำที่ทอดตัวไปไกลกว่า 3 กิโลเมตรทางตะวันตก

 

Sastavci Waterfall

หนึ่งในน้ำตกที่มีความสวยงาม มีความสูง 25 เมตร รองรับน้ำจากแม่น้ำ Korana เป็นส่วนหนึ่งของน้ำตก Veliki Slap

 

Milanovacki Slap

น้ำตกที่มีความสูง 10 เมตร ตั้งอยู่ระหว่าง Kozjak Lake และ ทะเลสาบ Molanovacko Jezero หากเดินมาจากทางตอนใต้ของทะเลสาบเราจะได้มองเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามของน้ำตกและทะเลสาบรวมอยู่ด้วยกัน ทะเลสาบบริเวณนี้จะมีสีเทอควอยส์และสามารถมองเห็นได้ถึงก้นของทะเลสาบที่มีความลึกมากถึง 47 เมตร

 

วันที่ 8: Plitvica Selo - Veliki Prstavac – Galovacki Buk – Proscansko Jezero – Pula Arena - Premantura

หลังจากรับประทานอาหารเช้าในช่วง 07.00 น. กันเรียบร้อยแล้ว เราจะเดินทางไปเก็บภาพธรรมชาติกันต่อที่น้ำตก Veliki Prstavac น้ำตกที่เหมือนมีน้ำผุดขึ้นมาจากก้อนหิน ท่ามกลางทะเลสาบสีเขียวมรกต, Galovacki Buk แอ่งน้ำตกที่เงียบสงบ และปิดท้ายความประทับใจกันที่ Proscansko Jezero บนทางเดินไม้สุดแสนโรแมนติก

 

ในช่วงบ่ายเราจะเดินทางกันต่อเพื่อไปที่ Pula Arena โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 30 นาที ด้วยระยะทางกว่า 280 กิโลเมตร วันนี้เราจะเดินชมบรรยากาศรอบๆ สนามกีฬาและร่วมบันทึกภาพแสงเย็นที่สนามกีฬาสถาน Pula จากนั้นเข้าสู่ที่พักที่เมือง Premantura เพื่อพักผ่อน เก็บแรงและร่วมเดินทางกันต่อในวันรุ่งขึ้นครับ

 

Veliki Prstavac

น้ำตกที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของอุทยานแห่งชาติ Plitvice มีความสูง 28 เมตร อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของทะเลสาบ Gradinsko Jezero ที่มีความลึก 10 เมตร

 

Galovacki Buk

มีความสูง 16 เมตร ตั้งอยู่ใจกลางในกลุ่มทะเลสาบตอนบน (Upper Lake) เป็นน้ำตกที่อยู่บริเวณทะเลสาบ Galovac ที่มีความลึกมากถึง 25 เมตร ในอดีตน้ำตกแห่งนี้มีความกว้างและสูงกว่าที่เห็นในปัจจุบัน แต่เนื่องจากแนวเขตต้นไม้ที่ถูกแรงน้ำชะล้างบริเวณหน้าดิน ทำให้ต้นไม้เกิดจากหักโค่นและแนวก้อนหินร่วงหล่นลงสู่ทะเลสาบ จนมีสภาพของน้ำตกที่เราได้เห็นกันครับ

 

Proscansko Jezero

ทะเลสาบที่เกิดขึ้นเป็นอันดับแรก บนความสูง 638 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นทะเลสาบที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 จากทั้งหมด 16 แห่งในบริเวณเขตอุทยาน ครอบคลุมพื้นที่ 69 เฮกเตอร์ (ประมาณ 890 ตารางเมตร) มีความลึกเฉลี่ย 37 เมตร ด้วยความลึกที่ค่อนข้างมากจึงทำให้น้ำในทะเลสาบมีสีเขียวเข้ม บริเวณรอบทะเลสาบประกอบด้วยป่าสนและป่าผลัดใบ ซึ่งในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจะทำให้ทะเลสาบแห่งนี้ดูสวยงามมากขึ้นจากใบไม้ที่ร่วงหล่นเป็นผืนพรมบนน้ำนั่นเอง

 

Pula

เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาค Istria ของโครเอเชีย มีประชากรประมาณ 57,460 คน (จากการสำรวจในปี ค.ศ. 2011) เมืองนี้เป็นที่รู้จักกันดีเนื่องจากได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมของโรมันโบราณ อันจะได้เห็นได้จากอาคารและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ซึ่งสถานที่ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในเมืองนี้คือ สนามกีฬา Pula เป็นหนึ่งในสนามกีฬาของโรมันที่ได้รับการอนุรักษ์ให้คงสภาพเดิมได้มากที่สุด นอกจากนั้นเมือง Pula ยังมีไวน์เลิศรสจากประเพณีประจำเมือง และการประมงด้วยการตกปลามายาวนาน รวมถึงการต่อเรือ และการเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ อีกทั้งเมือง Pula ยังเป็นศูนย์กลางการบริหารของแหลมอิสเตรียตั้งแต่สมัยโรมันโบราณจนกระทั่งถูก Pazin (เมืองในเขตตะวันตกของโครเอเชีย) เข้ามาแทนที่ในปี ค.ศ. 1991

 

Pula Arena

สร้างขึ้นในยุคโรมันเรืองอำนาจ (ช่วงก่อนคริสตกาล) เป็นสนามกีฬา 1 ใน 6 ที่ยังหลงเหลืออยู่บนโลก ด้วยสถาปัตยกรรมแบบโรมันโบราณจึงได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี ผนังด้านนอกของสนามกีฬาสร้างขึ้นมาจากหินปู มีความสูงราว 29.40 เมตร ผนังด้านในมีความสูง 32.45 เมตร สนามกีฬาแห่งนี้รองรับผู้ชมได้ 23,000 คน มีจุดประสงค์เพื่อใช้สำหรับเป็นสนามประลองกำลังของเหล่าทหารกล้า ซึ่งมีการใช้งานเรื่อยมาจนกระทั่งศตวรรษที่ 5 เมื่อจักรพรรดิฮอนดริอุส สั่งห้ามทำการต่อสู้แบบนักรบ แต่เปลี่ยนมาใช้นักโทษให้เข่นฆ่ากันเอง รวมถึงสัตว์ป่าต่อสู้กับมนุษย์เป็นเหมือนกีฬาชนิดหนึ่งในสมัยนั้น ภายหลังในช่วงศตวรรษที่ 5 หินบริเวณสนามกีฬาถูกขโมยโดยประชาชนในท้องถิ่นเรื่อยมาจนกระทั่ง ศตวรรษที่ 13 ผู้แห่งแคว้นอากีเลียมีคำสั่งห้ามไม่ให้มีการขนย้ายสิ่งใดออกจากสนามกีฬา และมีการเริ่มต้นบูรณะสนามกีฬาแห่งนี้ในปี ค.ศ. 1816 โดยนายพลออกุสต์ เดอมาร์มงต์ ผู้ถือตำแหน่งผู้ปกครองอิลลิเรียน จนกระทั่งปี ค.ศ. 1932 การบูรณะได้เสร็จสิ้นลงและมีการปรับให้เป็นโรงละครและสถานประกอบพิธีการของทหารและการประชุมสาธารณะซึ่งรองรับคนได้ราว 20,000 คน ปัจจุบันสนามกีฬาแห่งนี้ได้ใช้เป็นสถานที่สำหรับจัดคอนเสิร์ต รวมถึงใช้ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง TITUS อีกด้วย

 

 

วันที่ 9: Premantura - Zagreb – Lotrscak Tower – Zagreb 360 ° Observation deck and event venue - Zagreb

หลังจากรับประทานอาหารเช้ากันเรียบร้อยแล้ว วันนี้เราจะเดินทางไปที่ Zagreb กันต่อ โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง ด้วยระยะทาง 266 กิโลเมตร ในช่วงบ่ายเราจะไปถ่ายรูปกันที่หอคอย Lotrscak Tower เพื่อบันทึกภาพเมือง Zagreb แบบ 360 องศา ยาวไปจนถึงเก็บภาพแสงเย็นกันที่ Zagreb 360 ° Observation Deck and event venue

 

หลังจากถ่ายภาพแสงเย็นเรียบร้อยแล้ว เราจะเข้าสู่ที่พักโดยวันนี้เราพักกัน ในเมือง Zagreb ครับ

 

Zagreb

ซาเกร็บเป็นเมืองหลวงของประเทศโครเอเชีย ในปี พ.ศ. 2548 เมืองนี้มีจำนวนประชากร 973,667 คน มีที่ตั้งอยู่ในบริเวณระหว่างเนินทางใต้ของภูเขาเมดเวดนีตซา (Medvednica) กับฝั่งเหนือของแม่น้ำซาวา (Sava) มีความสูงของพื้นที่ 120 เมตรจากระดับน้ำทะเล ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมของเมืองนี้คือ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของที่ราบแพนโนเนีย ซึ่งเชื่อมโยงไปยังบริเวณเทือกเขาแอลป์ เทือกเขาไดนาริกแอลป์ ทะเลเอเดรียติก และภูมิภาคแพนโนเนีย ทำให้สามารถติดต่อและคมนาคมขนส่งกับภูมิภาคยุโรปกลางกับทะเลเอเดรียติกได้อย่างดีมาก

 

จากความเหมาะสมทำให้เมืองนี้ได้รับการให้เป็นศูนย์กลางการขนส่ง อุตสาหกรรม และสถาบันวิจัยทางวิทยาศาสตร์ กระทั่งเป็นพื้นฐานที่ทำให้เมืองนี้เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ซาเกร็บยังเป็นศูนย์กลางการปกครอง การบริหาร และเป็นที่ตั้งของกระทรวง หน่วยงานราชการต่างๆ ของประเทศอีกด้วย

 

Lotrscak Tower

สร้างขึ้นเพื่อป้องกันประตูทางตอนใต้ของกำแพงเมือง Gradec หอคอย Lotrščak (Kula Lotrščak) มีขึ้นในศตวรรษที่ 13 และเป็นจุดสังเกตที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดแห่งหนึ่งของซาเกร็บ ตำนานเล่าว่าหอ Romanesque ขนาดใหญ่รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสนี้เคยมีเสียงระฆังดังขึ้นในแต่ละคืนก่อนที่จะปิดประตูเพื่อเตือนชาวนอกกำแพงเพื่อกลับมา (คนที่เหลืออยู่จะต้องอยู่ที่นั่นในตอนกลางคืน) ในศตวรรษที่ 19 ชั้นที่สี่และหน้าต่างถูกเพิ่มเข้าไปในหอคอยและมีปืนใหญ่วางอยู่บนหลังคาซึ่งถูกยิงทุกวันตอนเที่ยง ผู้เข้าชมสามารถเดินขึ้นด้านบนหอคอยเพื่อชมทัศนียภาพอันงดงามของเมืองและเยี่ยมชมแกลลอรี่นิทรรศการและร้านขายของที่ระลึกได้

 

Zagreb 360 ° Observation Deck and event venue

ร่วมชมวิวเมืองซาเกร็บแบบ 360 องศาได้ที่หอคอยแห่งนี้ครับ ที่นี่เป็นหอสังเกตการณ์และสถานที่จัดกิจกรรมของเมือง โดยมีนักท่องเที่ยวนิยมมาชมทิวทัศน์ของเมืองมากที่สุดแห่งหนึ่งของซาเกร็บ หอชมวิวตั้งอยู่ในกลางเมืองบนจัตุรัส Ban Jelacic ชั้นที่ 16 ของตึก Zagreb 360° บนตึกนี้เราจะได้เห็นวิวเมืองทั้งเมืองเลยก็ว่าได้ ทั้งจัตุรัส Ban Jelacic Kaptol, Gradec เมืองตอนบนและตอนล่างทั้งหมด รวมถึงสถาปัตยกรรมทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจหลายแห่ง ในวันที่อากาศสดใสคุณจะสามารถมองเห็นไปได้ไกลถึงสโลวาเนียเลยทีเดียว

 

 

วันที่ 10: Zagreb – St. Mark Church – Shopping – Ilica Park – Zagreb (Croatia) – Istanbul Ataturk (Turkey)

วันสุดท้ายของการเที่ยวชมโครเอเชีย วันนี้เราจะออกไปถ่ายรูปโบสถ์ St. Mark กันในช่วง 07.00 น. เพื่อถ่ายแสงเช้าและกลับมารับประทานอาหารเช้ากันเวลา 09.00 น. ในเวลา 11.00 น. เราจะทำการ Check out จากโรงแรมและฝากสัมภาระไว้เพื่อเดินทางไปเที่ยวในเมืองเพื่อซื้อของฝาก หรือบันทึกภาพบรรยากาศภายในเมืองในช่วงเที่ยง

 

จากนั้นกลับมารับสัมภาระที่โรงแรม เตรียมตัวเดินทางกลับโดยสายการบิน Turkish Airlines เที่ยวบินที่ TK1056 เดินทางจาก Zagreb (Croatia) – Istanbul Ataturk (Turkey) เวลาเครื่องออก 20.15 น. เดินทางถึงเมืองอิสตันบูลเวลา 23.55 น. และต่อเครื่องที่เมืองอิสตันบูล ด้วยสายการบิน Turkish Airlines เที่ยวบินที่ TK68 เวลาเครื่องออก 01.25 น. เดินทางถึงประเทศไทยเวลา 15.00 น.ของวันรุ่งขึ้น รวมระยะเวลาเดินทางทั้งหมด 13 ชั่วโมง 45 นาที

 

วันที่ 11:  Istanbul Ataturk (Turkey) - Suvarnabhumi Airport, Bangkok

เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ เวลาท้องถิ่น 15.00 น. 

ประมาณการอัตราค่าบริการ:  TBC บาท/ท่าน 
(ราคานี้ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบิน, ค่าวีซ่า, ค่าอาหารเช้า 3 มื้อ, กลางวัน และ เย็น)

* ราคาที่ระบุ เป็นราคาประมาณการเท่านั้น อาจปรับเปลี่ยนตามช่วงเวลา, ที่พัก, อาหาร, พาหนะ, จำนวนลูกค้า และเงื่อนไขอื่นๆ ที่ทางสมาชิกต้องการปรับเปลี่ยน

 

ค่าบริการนี้รวม:

- ค่าที่พักตลอดการเดินทาง (พักห้องคู่)
- ค่าอาหารเช้า 5 มื้อ
- ค่าเข้าเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆที่ระบุไว้ในโปรแกรม
- ค่ายานพาหนะ, น้ำมัน, ที่จอดรถ, ทางด่วนและอื่นๆ ที่ใช้ในการเดินทาง
- บริการถ่ายภาพและสอนการถ่ายภาพตลอดการเดินทาง
- ค่าประกันภัยการเดินทางอุบัติเหตุ วงเงินรวมสูงสุด 2,000,000 บาท เงื่อนไขตามรายละเอียดในกรมธรรม์

 

ค่าบริการนี้ไม่รวม:

- ตั๋วเครื่องบิน
- ค่าดำเนินการทำวีซ่า
- ค่าอาหารเช้า 3 มื้อ, กลางวัน และเย็น
- ค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่นๆ นอกเหนือรายการ เช่น ค่าเครื่องดื่ม มินิบาร์ ค่าโทรศัพท์ ค่าซักรีด เป็นต้น
- ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดการณ์

เงื่อนไขการยกเลิกทริป

กรณีที่ลูกค้าไม่สะดวกเดินทางและมีความจำเป็นต้องยกเลิกการเดินทาง และมีการยกเลิกการเดินทาง

ยกเลิกก่อนวันเดินทาง 90 วัน หัก 25,000 บาท

ยกเลิกก่อนวันเดินทาง 45-90 วัน หัก 38,000บาท

ยกเลิกก่อนวันเดินทาง 15-45 วัน หัก 45,000 บาท

ยกเลิกก่อนวันเดินทาง 15 วัน ไม่สามารถคืนเงินได้ยกเว้นเงินรีฟันด์ตั๋วเครื่องบินให้ลูกค้าตามเงื่อนไขของสายการบินนั้นๆ

หมายเหตุ : ในกรณีที่ค่าทริปรวมตั๋วเครื่องบิน บริษัทจะทำการคืนเงินรีฟันด์ตั๋วเครื่องบินให้ลูกค้าตามเงื่อนไขของสายการบินนั้นๆ

ในกรณีที่ประเทศที่ไปต้องมีการของวีซ่า การยกเลิกทริปเนื่องจากลูกค้ายื่นวีซ่าไม่ผ่านหลังจากชำระมัดจำทริปแล้ว ให้ใช้เงื่อนไขเดียวกับการยกเลิกทริปโดยลูกค้า แนะนำให้ลูกค้าหลังจากจองทริปไปแล้วควรไปขอวีซ่าแต่เนิ่นๆ เพื่อที่จะเมื่อเกิดปัญหาเรื่องวีซ่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ง่ายกว่าการขอวีซ่าแบบกระชั้นชิด 

การชำระเงินค่าเดินทาง :
สามารถโอนเงินเข้าบัญชี
ธ.กสิกรไทย    เลขที่บัญชี 037-2-57628-6 หรือ

ธ.ไทยพาณิชย์  เลขที่บัญชี 408-825346-9 


ชื่อบัญชี บริษัท โฟโต้ เจอร์นี่ จำกัด
หลังจากโอนเงินแล้ว กรุณาส่งใบโอนเงินไปที่ 

Line@: @FotoJourney หรือ

คลิก! Line : https://line.me/R/ti/p/%40fotojourney หรือ 

Inbox Facebook: FotoJourneyTH 

ความรับผิดชอบ และ เงื่อนไขอื่นๆ​

ในกรณีที่ทริปต้องถูกยกเลิกการเดินทาง ด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ เช่น เกิดการก่อการร้าย เกิดความไม่สงบ เกิดการประท้วง เกิดจากภัยธรรมชาติทำให้ไม่สามารถเดินทางได้ หรือเหตุอื่นๆที่ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัย โดยถือว่าการตัดสินใจยกเลิกการเดินทางเป็นสิทธิ์ขาดของทางบริษัท ทางบริษัทยินดีที่จะคืนค่าทริปที่ลูกค้าจ่ายมาทั้งหมด ยกเว้นค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก หรืออื่นๆที่มีการดำเนินการชำระเงินไปแล้ว
บริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบใดๆ ที่เกิดจากความล่าช้าของสายการบิน เหตุการณ์ทางการเมือง การปฏิเสธการเข้าเมือง การโดนกักตัว หรือถูกส่งตัวกลับ ความเสียหายหรือสูญหายของกระเป๋าเดินทาง กระเป๋าใบเล็ก หรือของมีค่าส่วนตัวของท่านระหว่างการเดินทาง โดยสิทธิประโยชน์ของท่านจะได้รับตามกรมธรรม์ประกันการเดินทางที่ระบุความรับผิดชอบไว้เท่านั้น ทั้งนี้ บริษัทฯ จะยืดถือผลประโยชน์ของลูกค้าเป็นสําคัญ แต่ไม่สามารถคืนเงินค่าทริปให้ท่านได้
และหากเกิดเหตุสุดวิสัยดังต่อไปนี้ ทางบริษัทไม่อาจรับผิดชอบต่อความเสียหายต่างๆ ที่อยู่เหนือการควบคุมของเจ้าหน้าที่บริษัทฯ อาทิ
o การนัดหยุดงาน การจลาจล เปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาในตารางบิน ภัยธรรมชาติ ฯลฯ หรือค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เกิดขึ้น ทั้งทางตรง หรือทางอ้อม เช่น การเจ็บป่วย การถูกทำร้าย การสูญหาย ความล่าช้า หรือ จากอุบัติเหตุต่างๆ ฯลฯ
o การตอบปฏิเสธการเข้าและออกเมืองของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าหรือออกเมือง อันเนื่องมาจากมีสิ่งผิดกฏหมาย หรือเอกสารการเดินทางไม่ถูกต้อง หรือการถูกปฏิเสธในกรณีอื่นๆ
o  การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากสายการบินเช่น การยกเลิกเที่ยวบิน / เครื่องดีเลย์ / กระเป๋าสัมภาระมาไม่ครบ / การขึ้นราคาค่าตั๋วเครื่องบิน เป็นต้น
o บริษัทฯ มีสิทธ์ที่จะเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบางประการในทัวร์นี้ เมื่อเกิดเหตุสุดวิสัยจนไม่อาจแก้ไขได้
o หากท่านถอนตัวก่อนรายการท่องเที่ยวจะสิ้นสุดลง ทางบริษัทฯ จะถือว่าท่านสละสิทธิ์และจะไม่รับผิดชอบค่าบริการที่ ท่านได้ชำระไว้แล้ว ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น
o บริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบต่อการห้ามออกนอกประเทศ หรือ ห้ามเข้าประเทศ อันเนื่องมาจากมีสิ่งผิดกฎหมาย หรือ เอกสารเดินทางไม่ถูกต้อง หรือ การถูกปฏิเสธในกรณีอื่น
o กรณีเกิดความผิดพลาดจากตัวแทน หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนมีการยกเลิก ล่าช้า เปลี่ยนแปลง การบริการจาก สายการบิน บริษัทขนส่ง หรือ หน่วยงานที่ให้บริการ บริษัทฯ จะดำเนินโดยสุดความสามารถที่จะจัดบริการทัวร์อื่น ทดแทนให้ แต่จะไม่คืนเงินให้ สำหรับค่าบริการนั้นๆ
o มัคคุเทศก์ พนักงาน และตัวแทนของบริษัท ฯ ไม่มีสิทธิ์ในการให้คำสัญญาใดๆ ทั้งสิ้นแทนบริษัทฯ นอกจากมีเอกสาร ลงนามโดยผู้มีอำนาจของ
บริษัทฯ กำกับเท่านั้น

  • White Facebook Icon
  • White Instagram Icon
  • White YouTube Icon

Foto Journey Co., Ltd

ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว เลขที่ 11/09199